Author Archives: admin

6 สัญญาณเตือน สุขภาพลำไส้กำลังแย่

Probiotics_Banner
Probiotics_Banner

รู้หรือไม่ว่าเมื่อระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี อาจทำให้สุขภาพทั้งร่างกายสะดุดไปด้วย ?

ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี หรือสุขภาพลำไส้ที่ไม่ดี อาจมีผลต่อสุขภาพทั้งร่างกายซึ่งอาจแสดงออกมาในรูปแบบของความเหนื่อยล้า ปัญหาท้องไส้แปรปรวน สภาพผิวที่ไม่ดี และปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน

คุณอาจสังเกตเห็นอาการบางอย่างหากสุขภาพลำไส้ลดลง อาการที่พบบ่อย 6 ประการดังต่อไปนี้

      • ระดับความเครียดสูง
      • การนอนหลับไม่เพียงพอ
      • การรับประทานอาหารแบบตะวันตก ที่เต็มไปด้วยอาหารแปรรูปและน้ำตาล
      • การใช้ยาปฏิชีวนะ

สิ่งนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพในแง่อื่นๆด้วย เช่น

      • การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
      • ระดับฮอร์โมน
      • น้ำหนัก
      • การเกิดโรคต่าง ๆ

คุณอาจสังเกตเห็นอาการบางอย่างหากสุขภาพลำไส้ลดลง อาการที่พบบ่อย 6 ประการดังต่อไปนี้

1. ปัญหาท้องไส้แปรปรวน ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารอาจเป็นสัญญาณของลำไส้ที่ไม่แข็งแรง อาการเหล่านี้ ได้แก่ มีแก๊สในท้อง ท้องอืด
ท้องผูก ท้องเสีย และอาการแสบร้อนกลางอก ลำไส้ที่สมดุลจะทำให้ลดปัญหาในการย่อยอาหารและขับของเสีย ซึ่งอาจช่วยลดอาการดังกล่าวได้

2. การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและอาหารแปรรูปสูงอาจลดจำนวนและความหลากหลายของแบคทีเรียที่ “ดี” ในลำไส้ งานวิจัยระบุว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็ง หากคุณกินน้ำตาลในปริมาณมาก สุขภาพลำไส้อาจถูกทำลายได้

3. น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเพิ่มหรือลดน้ำหนัก โดยไม่ได้เกิดจากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินหรือออกกำลังกาย อาจเป็นสัญญาณของลำไส้ที่ไม่สมดุล ลำไส้ที่ไม่สมดุลสามารถทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และเก็บไขมันผิดปกติ การที่น้ำหนักลดอาจเกิดจากการดูดซึมไม่ดี เนื่องจากการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้เล็ก (small intestinal bacterial overgrowth) ในขณะที่การที่น้ำหนักเพิ่ม อาจเกิดจากภาวะดื้ออินซูลินหรือการอักเสบที่เพิ่มขึ้น

4. นอนไม่หลับ รู้สึกเหนื่อยล้า
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าความไม่สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อาจเชื่อมโยงกับการนอนหลับที่ไม่ปกติและระยะเวลาการนอนที่สั้นลง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง แม้สาเหตุจะยังไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับการอักเสบ การทำงานของระบบเผาผลาญ และสุขภาพจิต

5. ระคายเคืองผิวหนัง
ปัญหาสภาพผิว เช่น โรคสะเก็ดเงิน อาจเกี่ยวข้องกับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ การมีแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ต่ำ อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพผิวของคุณ

6. แพ้อาหาร อย่างไม่มีสาเหตุ
การแพ้อาหารเกิดจากปัญหาการย่อยอาหารบางประเภทได้ยาก ซึ่งแตกต่างจากอาการแพ้อาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยชี้ว่าการแพ้อาหาร เช่น การแพ้แลคโตส อาจเกิดจากคุณภาพของแบคทีเรียในลำไส้ที่ไม่ดี ซึ่งนำไปสู่การย่อยอาหารลำบากและมีอาการ เช่น ท้องอืด มีแก๊สในท้อง ท้องเสีย
ปวดท้อง คลื่นไส้

ฟื้นฟูสมดุลให้ลำไส้ ทำได้โดยเลือกทานอาหารกลุ่ม Biotics ที่มีครบทั้ง Prebiotic Probiotics และ Postbiotics
จะช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (Gut Microbiome) ให้มีประสิทธิภาพ

ช่องทางการติดตาม

คอมพลีท 3 ไบโอติกส์ PRE+PRO+POST นวัตกรรมใหม่ เพื่อตัวดูแลลำไส้ที่ดีกว่า

PRE-PRO-POS_Banner
3_PRE-PRO-POS_Banner

คอมพลีท 3 ไบโอติกส์ PRE+PRO+POST นวัตกรรมใหม่ เพื่อตัวดูแลลำไส้ที่ดีกว่า
ห้ามพลาดกับบทความนี้! 

PRE-PRO-POS_Banner

คอมพลีท 3 ไบโอติกส์ คืออะไร? ทำความรู้จักกับ PREBIOTICS, PROBIOTICS และ POSTBIOTICS

คอมพลีท3ไบโอติกส์ คืออะไร
    • PREBIOTICS พรีไบโอติกส์ คืออาหารและแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ชนิดดี พบได้ในผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์ เป็นแหล่งจำเป็นเพราะเป็นอาหารของจุลินทรีย์
      เปรียบได้กับ “เชื้อเพลิง”
    • PROBIOTICS โพรไบโอติกส์ คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิตเติบโตในลำไส้เล็ก สร้างประโยชน์ให้ร่างกาย ไม่ก่อโทษ และจำเป็นต้องมีปริมาณที่สมดุล
      ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “โรงงาน”
    • POSTBIOTICS โพสไบโอติกส์ สารที่ได้จากการหมักของจุลินทรีย์ ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการต่างๆ
      หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ผลผลิต”
สมดุลจุลินทรีย์ทางเดินอาหาร-02

สมดุล จุลินทรีย์ทางเดินอาหาร พื้นฐานของสุขภาพดี

ครบทั้ง 3 องค์ประกอบ
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็เหมือนบ้านที่ขาดเสาหลักไม่สามารถเป็นบ้านที่แข็งแรง และอาจพังลงมาได้ตลอดเวลา ร่างกายเราก็เช่นเดียวกัน
หากเราขาดสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า “ลำไส้ขาดสมดุล” ก็ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง พร้อมที่จะเจ็บป่วยตลอดเวลา เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้อักเสบ โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ โรคผิวหนัง รวมถึงปัญหาสุขภาพช่องปาก

นอกจากนี้ยังพบว่า ภาวะลำไส้ขาดสมดุล สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านของอารมณ์ ทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย มีความวิตกกังวล
และอาจรุนแรงไปจนถึงการเกิดภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

สัญญาณเตือน-03

สัญญาณเตือน..ลำไส้ขาดสมดุล!!

    • ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ หรือลำไส้แปรปรวน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก
    • ระบบการเผาผลาญไม่ดี บวมง่าย อ้วนง่าย ลดน้ำหนักยาก
    • ระบบการดูดซึมสารอาหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ทานวิตามินแล้วไม่เห็นผล
    • แพ้อากาศ คัดจมูก หายใจติดขัด หอบหืดกำเริบ ในวันที่สภาพอากาศไม่ดี
    • ผิวหนังมีผื่นภูมิแพ้ เป็นๆ หายๆ
    • เป็นสิวผด สิวอักเสบเรื้อรัง ไม่หายขาด
    • รู้สึกเครียดง่าย วิตกกังวล หงุดหงิด ย้ำคิดย้ำทำ สมาธิสั้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า
    • มีปัญหาไมเกรน นอนไม่หลับ
    • มีกลิ่นปาก  กลิ่นลมหายใจ และกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์
    • มีเมือกในอุจจาระ

ถ้ามีอาการข้างต้นอย่างน้อย 5 ข้อ หรือมากกว่า แสดงว่าคุณกำลังมีภาวะ “ลำไส้ขาดสมดุล”

รู้หรือไม่ลำไส้คือสมองที่สอง-04

ลำไส้ของเรามีเซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ และสามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมอง…จึงได้ฉายาว่าเป็น “สมองที่สอง” ของมนุษย์ และนี่คือเรื่องน่าทึ่งเกี่ยวกับลำไส้ของเรา

    • เป็นระบบประสาทอัตโนมัติ
      ระบบลำไส้สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง มันตัดสินใจเองโดยอัตโนมัติ และไม่ต้องให้สมองสั่งการว่าจะทำอะไร  ซึ่งการทำงานที่เป็นอิสระของลำไส้นี้ เรียกว่า ระบบประสาทลำไส้
    • กว่า 70% ของเซลล์ภูมิคุ้มกัน อาศัยอยู่ในลำไส้
      จึงมีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า การมีปัญหากระเพาะและลำไส้ ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยง่ายขึ้น เช่น ไข้หวัด เป็นต้น
    • ลำไส้มีความเชื่อมโยงกับอารมณ์
      ภายในลำไส้มีเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดเดียวกับในสมองอยู่มากถึง 95% ของปริมาณเซโรโทนินทั้งหมดในร่างกาย สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาททางเคมี ที่ส่งผลต่อการทำงานหลายอย่างของร่างกาย รวมถึง การเคลื่อนไหวของลำไส้ นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางจิตใจด้วย

การมีความเครียดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะลดระดับของสารเซโรโทนินลงและส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ของเรา

รวมถึงความสุข ระดับความกังวล และอารมณ์

กระบวนการสร้างไบโอติกส์-07

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อย่างเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ประวัติทางสุขภาพ เช่น ผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ที่ได้เพิ่งรับการผ่าตัด หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์สูง เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือมีผลข้างเคียงมาก

นวัตกรรมใหม่เพื่อลำไส้ที่ดีกว่า-05

 ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก EpiCore®, USA ผู้เชี่ยวชาญด้าน Biotics มาอย่างยาวนานกว่า 75 ปี สามารถสกัดโพสต์ไบโอติกส์ (Postbiotics) ในรูปแบบของยีสต์โปรตีนจาก Saccharomyces cerevisiae ที่พร้อมรับประทานและดูดซึมได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการในร่างกาย ซึ่งมีข้อดีดังนี้

นวัตกรรมใหม่เพื่อลำไส้

รวมประโยชน์ของ คอมพลีท 3 ไบโอติกส์

    • สร้างสมดุลลำไส้ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ (Balancing Gut Microbiome)

    • เพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี และลดจำนวนจุลินทรีย์ก่อโรค

    • กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ แก้ปัญหาท้องผูก

    • ลดอาการไม่สบายท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดมวนท้อง

    • ลดภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องผูก สลับท้องเสีย

    • ลดภาวะลำไส้อักเสบ (IBD) ท้องเสียต่อเนื่องแบบไม่ทราบสาเหตุ

    • ลดภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง (แพ้นมวัว)

    • ลดการเกิดท้องเสียจากการเดินทาง หรือการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน

    • กระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ

    • ลดภาวะการอักเสบที่เกิดจากสารฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ

    • ลดอาการภูมิแพ้ตามฤดูกาล เช่น คัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล

    • ลดความรุนแรงของภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นลมพิษ

    • เพิ่มการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin)

    • ลดความเครียด ลดไมเกรน ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า

    • ลดอาการผิดปกติอื่นๆ ที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ระบบเผาผลาญพัง, การดูดซึมสารอาหารผิดปกติ, อ่อนเพลียเรื้อรัง, สิวเรื้อรัง ฯลฯ เป็นต้น

คอมพลีท 3 ไบโอติกส์เหมาะกับใคร

คอมพลีทไบโอติกส์เหมาะกับใคร

ช่องทางการติดตาม

สารสกัดจากหญ้าฝรั่น ช่วยลดความอยากอาหาร

Saffron-Extract-Banner
Saffron-Extract-Banner

             หญ้าฝรั่น (Saffron) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocus sativus L. เป็นพืชในวงศ์ IRIDACEAE มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียไมเนอร์ และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเป็นพืชที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคต่างๆ ในปัจจุบันมีการปลูกหญ้าฝรั่นกันมากในประเทศอิหร่าน อินเดีย สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน ส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถปลูกได้ เพราะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต

             หญ้าฝรั่น (Saffron) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocus sativus L. เป็นพืชในวงศ์ IRIDACEAE มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียไมเนอร์ และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเป็นพืชที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคต่างๆ ในปัจจุบันมีการปลูกหญ้าฝรั่นกันมากในประเทศอิหร่าน อินเดีย สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน ส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถปลูกได้ เพราะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต

             ส่วนของหญ้าฝรั่นที่นำมาใช้ประโยชน์ คือ เกสรตัวเมีย (Stigma) เป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาหลายชนิดด้วย ซึ่งใน 1 ดอก จะประกอบด้วยเกสรตัวเมียเพียง 3 เส้นเท่านั้น และต้องเก็บผลผลิตด้วยมือ เพราะดอกและเกสรของหญ้าฝรั่นมีลักษณะที่เปราะบาง การเก็บจะต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียวและหลังจากเก็บ ต้องรีบนำเกสรที่แยกได้มาคั่วให้แห้งทันที จึงทำให้หญ้าฝรั่นมีราคาสูงมาก จนได้ชื่อว่า เป็นเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

             ส่วนของหญ้าฝรั่นที่นำมาใช้ประโยชน์ คือ เกสรตัวเมีย (Stigma) เป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาหลายชนิดด้วย ซึ่งใน 1 ดอก จะประกอบด้วยเกสรตัวเมียเพียง 3 เส้นเท่านั้น และต้องเก็บผลผลิตด้วยมือ เพราะดอกและเกสรของหญ้าฝรั่นมีลักษณะที่เปราะบาง การเก็บจะต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียวและหลังจากเก็บ ต้องรีบนำเกสรที่แยกได้มาคั่วให้แห้งทันที จึงทำให้หญ้าฝรั่นมีราคาสูงมาก จนได้ชื่อว่า เป็นเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

Close up of saffron flowers in a field at autumn
Close up of saffron flowers in a field at autumn

             จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า สารสกัดจากหญ้าฝรั่นช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Serotonin Reuptake Inhibitor (SRI) จึงช่วยยับยั้งกระบวนการเก็บกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินได้ ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการกินบ่อยระหว่างวัน (Snacking) และทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีฤทธิ์กดประสาทและไม่เกิดภาวะโยโย่เอฟเฟค (Yoyo Effect)

             จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า สารสกัดจากหญ้าฝรั่นช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง โดยไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Serotonin Reuptake Inhibitor (SRI) จึงช่วยยับยั้งกระบวนการเก็บกลับของสารสื่อประสาทเซโรโทนินได้ ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการกินบ่อยระหว่างวัน (Snacking) และทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีฤทธิ์กดประสาทและไม่เกิดภาวะโยโย่เอฟเฟค (Yoyo Effect)

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สารสกัดจากหญ้าฝรั่น

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สารสกัดจากหญ้าฝรั่น

             จากการศึกษา Clinical Trial แบบ Double Blind Test ในผู้หญิงสุขภาพดีอายุ 25-45 ปี ที่มีน้ำหนักเกินในระยะเริ่มต้น (BMI 25-28) จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานสารสกัดจากหญ้าฝรั่นครั้งละ 88.25 มก. วันละ 2 ครั้ง ช่วงอาหารเช้าและเย็น ส่วนกลุ่มที่ 2 ให้รับประทานยาหลอก ระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ได้ถูกจำกัดการรับประทานอาหาร ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าฝรั่นมีพฤติกรรมการกินบ่อยระหว่างวันหรือการกินจุบจิบลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ  (Gout et al, Nutrition Research30 (2010))

             เมื่อระดับเซโรโทนินเพิ่มขึ้น จะไปกระตุ้นการหลั่งสาร POMC ให้เพิ่มขึ้น ทำให้ลดความอยากอาหาร พร้อมทั้งยังไปยับยั้งการหลั่งสาร AgRP ส่งผลให้ลดความอยากอาหารลง จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง และทำให้น้ำหนักลดลงด้วย

             จากการศึกษา Clinical Trial แบบ Double Blind Test ในผู้หญิงสุขภาพดีอายุ 25-45 ปี ที่มีน้ำหนักเกินในระยะเริ่มต้น (BMI 25-28) จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานสารสกัดจากหญ้าฝรั่นครั้งละ 88.25 มก. วันละ 2 ครั้ง ช่วงอาหารเช้าและเย็น ส่วนกลุ่มที่ 2 ให้รับประทานยาหลอก ระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ได้ถูกจำกัดการรับประทานอาหาร ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าฝรั่นมีพฤติกรรมการกินบ่อยระหว่างวันหรือการกินจุบจิบลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ  (Gout et al, Nutrition Research30 (2010))

             เมื่อระดับเซโรโทนินเพิ่มขึ้น จะไปกระตุ้นการหลั่งสาร POMC ให้เพิ่มขึ้น ทำให้ลดความอยากอาหาร พร้อมทั้งยังไปยับยั้งการหลั่งสาร AgRP ส่งผลให้ลดความอยากอาหารลง จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง และทำให้น้ำหนักลดลงด้วย

ตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพสารสกัดจากหญ้าฝรั่น (Saffron Extract)

ตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพสารสกัดจากหญ้าฝรั่น 

bubble L-Carnitine Plus Saffron

•  แอล-คาร์นิทีน ฟูมาเรท ช่วยเผาผลาญไขมัน เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย

  แอล-ฟีนิลอะลานีน ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนควบคุมความอิ่ม อิ่มเร็ว ทานได้น้อยลง

  วิตามิน บี6 ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ

ครเมี่ยม ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ และควบคุมระดับน้ำตาล

                            แอล-คาร์นิทีน ฟูมาเรท ช่วยเผาผลาญไขมัน เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย

                                แอล-ฟีนิลอะลานีน ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนควบคุมความอิ่ม อิ่มเร็ว ทานได้น้อยลง

                                วิตามิน บี6 ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ

                                โครเมี่ยม ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ และควบคุมระดับน้ำตาล

ช่องทางการติดตาม

สุดยอดสารสกัดจากดอกซากุระ นวัตกรรมอันทรงพลัง

Sakura extract Banner
Sakura extract Banner

            ดอกซากุระเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องผิวกระจ่างใสและต่อต้านอนุมูลอิสระ จากผลการวิจัยพบว่าสารสกัดจากดอกซากุระ สามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวหนังได้เป็นอย่างดี และสามารถทำให้มีผิวที่กระจ่างใส ป้องกันการเกิดริ้วรอย ช่วยให้ผิวหน้าตึงกระชับรวมถึงช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย เพราะมีสารที่ได้จากสารสกัดจากดอกซากุระ 2 ตัว เป็นสารสกัดที่สุดยอดในการชะลอวัย 2 สารนั้น คือ

            CG Caffeoyl Glucose  (คาเฟโออิล กลูโคส)
            QG Quercetin Glucoside  (เควอเซทิน กลูโคไซด์)

            ดอกซากุระเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องผิวกระจ่างใสและต่อต้านอนุมูลอิสระ จากผลการวิจัยพบว่าสารสกัดจากดอกซากุระ สามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวหนังได้เป็นอย่างดี และสามารถทำให้มีผิวที่กระจ่างใส ป้องกันการเกิดริ้วรอย ช่วยให้ผิวหน้าตึงกระชับรวมถึงช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย เพราะมีสารที่ได้จากสารสกัดจากดอกซากุระ 2 ตัว เป็นสารสกัดที่สุดยอดในการชะลอวัย 2 สารนั้น คือ

            CG Caffeoyl Glucose  (คาเฟโออิล กลูโคส)
            QG Quercetin Glucoside  (เควอเซทิน กลูโคไซด์)

CG QG คืออะไร
CG QG คืออะไร

            หากร่างกายของเราได้รับ CG QG เข้าไป จะไปช่วยยับยั้งการเกิดสาร AGEs หรือสารเร่งแก่ ที่เกิดจากกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation)  เมื่อสารเร่งแก่ถูกยับยั้ง ส่งผลให้ผิวไม่มีริ้วรอย ผิวกระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย

            หากร่างกายของเราได้รับ CG QG เข้าไป จะไปช่วยยับยั้งการเกิดสาร AGEs หรือสารเร่งแก่ ที่เกิดจากกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation)  เมื่อสารเร่งแก่ถูกยับยั้ง ส่งผลให้ผิวไม่มีริ้วรอย ผิวกระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย

AGEs (สารเร่งแก่) เกิดจากอะไร?

Glycation คือ กระบวนการเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ซึ่งไปเกาะกับโครงสร้างร่างกาย คือ โปรตีน ไขมัน จึงเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปร่าง เซลล์ผิดรูป ที่แข็งกว่าเดิม มีความหยืดหยุ่นน้อย และทำให้อวัยวะเสื่อมเร็วขึ้น และก่อให้เกิดสาร ที่ชื่อว่า AGEs (Advanced glycation end product)

Glycation คือ กระบวนการเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ซึ่งไปเกาะกับโครงสร้างร่างกาย
คือ โปรตีน ไขมัน จึงเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปร่าง เซลล์ผิดรูป
ที่แข็งกว่าเดิม มีความหยืดหยุ่นน้อย และทำให้อวัยวะเสื่อมเร็วขึ้น และก่อให้เกิดสาร
ที่ชื่อว่า AGEs (Advanced glycation end product)

AGEs (สารเร่งแก่) เกิดจากอะไร

ผลกระทบ ของสารเร่งแก่ AGEs

น้ำตาลที่บริโภคเข้าไปเป็นจำนวนมาก เป็นการที่ทำลายคอลลาเจน รวมปถึงเส้นใยโปรตีนในผิวหนัง ซึ่งส่งผลกระทบมากมาย ทั้งในด้านผิวพรรณและด้านสุขภาพ

น้ำตาลที่บริโภคเข้าไปเป็นจำนวนมาก เป็นการที่ทำลายคอลลาเจน รวมปถึงเส้นใยโปรตีนในผิวหนัง ซึ่งส่งผลกระทบมากมาย ทั้งในด้านผิวพรรณและด้านสุขภาพ

รูปภาพ
CG และ QG
รูปภาพ
รู้จัก CG และ QG แบบเข้าใจง่าย

ช่องทางการติดตาม

เอลเดอร์เบอร์รี Superfood ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

Elderberry Banner
Elderberry Banner

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) Superfood เสริมภูมิคุ้มกัน

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆ มากมาย มีประโยชน์มากในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักเอลเดอร์เบอร์รีให้ดียิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) Superfood เสริมภูมิคุ้มกัน

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆ มากมาย มีประโยชน์มากในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักเอลเดอร์เบอร์รีให้ดียิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) คืออะไร?

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) คืออะไร?

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Sambucus nigra L. เป็นพืชในตระกูลเบอร์รี ผลทรงกลมเล็ก สีม่วงเข้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกที่มีอากาศหนาวเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณทางยาหลายอย่าง เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการแพทย์เนื่องจากมีการใช้สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รีในเชิงของยาต้านหรือยับยั้งเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

“เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Sambucus nigra L. เป็นพืชในตระกูลเบอร์รี ผลทรงกลมเล็ก สีม่วงเข้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกที่มีอากาศหนาวเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณทางยาหลายอย่าง เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการแพทย์เนื่องจากมีการใช้สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รีในเชิงของยาต้านหรือยับยั้งเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

สารอาหารในเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry)

ใน “เอลเดอร์เบอร์รี” (Elderberry) อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารต่างๆมากมาย ดังนี้

       สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ชื่อ Cyanidin-3-Sambubioside เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งเป็นสารสำคัญ
         ที่อยู่ในเอลเดอร์เบอร์รี ช่วยยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ชะลอการเติบโตของเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ช่วยในการเสริมสร้าง
         ภูมิคุ้มกันได้อย่างดีเยี่ยม

สารอาหารในเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry)

       สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ชื่อ Cyanidin-3-Sambubioside เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในเอลเดอร์เบอร์รี 
         ช่วยยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ชะลอการเติบโตของเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างดีเยี่ยม

       เควอเซทิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถต้านอาการอักเสบและภูมิแพ้ มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและภูมิแพ้ต่างๆ
         นอกจากนี้ยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย

       เควอเซทิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถต้านอาการอักเสบและภูมิแพ้ มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและภูมิแพ้ต่างๆ
         นอกจากนี้ยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย

       รูติน มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และช่วยต้านอาการภูมิแพ้ได้ดี โดยปกติเมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะปลดปล่อยสารฮีสตามินซึ่งเป็นสารกระตุ้นการอักเสบ ทำให้หลอดลมตีบและมีอาการแพ้เกิดขึ้น รูตินมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนหรือทำให้เกิดช้าลงจึงช่วยให้อาการแพ้ต่างๆ ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดการเกิดลิ่มเลือด ทำให้หลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดดำแข็งแรง จึงมีผลในการรักษาอาการฟกซ้ำดำเขียว ป้องกันหลอดเลือดเปราะแตกง่าย และช่วยลดอาการเส้นเลือดขอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       รูติน มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และช่วยต้านอาการภูมิแพ้ได้ดี โดยปกติเมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะปลดปล่อยสารฮีสตามินซึ่งเป็น
         สารกระตุ้นการอักเสบ ทำให้หลอดลมตีบและมีอาการแพ้เกิดขึ้น รูตินมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนหรือทำให้เกิดช้าลงจึงช่วยให้อาการแพ้ต่างๆ ดีขึ้น อีกทั้ง
         ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดการเกิดลิ่มเลือด ทำให้หลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดดำแข็งแรง จึงมีผลในการรักษาอาการฟกซ้ำดำเขียว ป้องกันหลอดเลือดเปราะ
         แตกง่าย และช่วยลดอาการเส้นเลือดขอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       วิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดในตอนกลางคืน

       วิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดในตอนกลางคืน

       วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน

       วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน

     วิตามินบี 1,6,12 ช่วยในการดูแลระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว

     วิตามินบี 1,6,12 ช่วยในการดูแลระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ และช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว

เอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry) กับ ภูมิคุ้มกัน

เอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry) กับ ภูมิคุ้มกัน

          จากรายงานของ The ABC Clinical Guide to Elder Berry พบว่า เอลเดอร์เบอร์รีช่วยในการรักษาอาการไอ มีไข้ หนาวสั่น คัดจมูก มีน้ำมูก อาการไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยในรายงานอธิบายผลการออกฤทธิ์ของเอลเดอร์เบอร์รีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ Influenza virus เกิดจากการที่สารสำคัญในเอลเดอร์เบอร์รีกลุ่ม Cyanidin-3-Sambubioside (Anthocyanins) สามารถไปจับกับไกลโคโปรตีน Hemagglutinin Protein บนผิวไวรัส ส่งผลยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสกับเซลล์ในร่างกายและทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ ระบบภูมิคุ้มกันจึงกำจัดเชื้อไวรัสได้โดยไม่ก่อให้เกิดอาการของโรคไข้หวัด และพบว่าสารสกัดจากผลเอลเดอร์เบอร์รียังสามารถเพิ่มปริมาณของสาร Cytokines ที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน จึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพในการป้องกันและทำลาย Antigen เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสาร Pectic Polysaccharide ในเอลเดอร์เบอร์รีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันโดยการกระตุ้นการทำงานของ Macrophage อีกด้วย

          จากการศึกษาของ Krawitz et al., 2011 ในผู้ป่วยที่มีไข้มากกว่า 38ºC และอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล จำนวน 60 คน โดยให้ผู้ป่วยทาน Standardized elderberry syrup ปริมาณ 15 มล. จำนวน 4 ครั้งต่อวัน นาน 5 วัน พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Standardized elderberry syrup มีอาการของไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ลดลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกในผู้ป่วยที่แสดงอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (ไข้ คัดจมูก น้ำมูก) เมื่อได้รับเม็ดอมที่มีส่วนผสมของ Elderberry Extract 175 mg. จำนวน 4 เม็ดต่อวัน นาน 48 ชม. พบว่าผู้ป่วย 28% มีอาการดีขึ้นโดยไม่แสดงอาการของโรคที่เป็นทั้งหมด และ 60% ของผู้ป่วยพบว่าอาการของโรค 2 ใน 3 ดีขึ้น แต่ยังคงมีอาการไข้อยู่บ้าง

          จากผลการวิจัยและกรณีศึกษาที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนผลการออกฤทธิ์ของสารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry Extract) ในการยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

          จากรายงานของ The ABC Clinical Guide to Elder Berry พบว่า เอลเดอร์เบอร์รีช่วยในการรักษาอาการไอ มีไข้ หนาวสั่น คัดจมูก มีน้ำมูก อาการไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยในรายงานอธิบายผลการออกฤทธิ์ของเอลเดอร์เบอร์รีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ Influenza virus เกิดจากการที่สารสำคัญในเอลเดอร์เบอร์รีกลุ่ม Cyanidin-3-Sambubioside (Anthocyanins) สามารถไปจับกับไกลโคโปรตีน Hemagglutinin Protein บนผิวไวรัส ส่งผลยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสกับเซลล์ในร่างกายและทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ ระบบภูมิคุ้มกันจึงกำจัดเชื้อไวรัสได้โดยไม่ก่อให้เกิดอาการของโรคไข้หวัด และพบว่าสารสกัดจากผลเอลเดอร์เบอร์รียังสามารถเพิ่มปริมาณของสาร Cytokines ที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน จึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพในการป้องกันและทำลาย Antigen เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสาร Pectic Polysaccharide ในเอลเดอร์เบอร์รีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันโดยการกระตุ้นการทำงานของ Macrophage อีกด้วย

          จากการศึกษาของ Krawitz et al., 2011 ในผู้ป่วยที่มีไข้มากกว่า 38ºC และอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล จำนวน 60 คน โดยให้ผู้ป่วยทาน Standardized elderberry syrup ปริมาณ 15 มล. จำนวน 4 ครั้งต่อวัน นาน 5 วัน พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Standardized elderberry syrup มีอาการของไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ลดลงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก
          ในผู้ป่วยที่แสดงอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (ไข้ คัดจมูก น้ำมูก) เมื่อได้รับเม็ดอมที่มีส่วนผสมของ Elderberry Extract 175 mg. จำนวน 4 เม็ดต่อวัน นาน 48 ชม. พบว่าผู้ป่วย 28% มีอาการดีขึ้นโดยไม่แสดงอาการของโรคที่เป็นทั้งหมด และ 60% ของผู้ป่วยพบว่าอาการของโรค 2 ใน 3 ดีขึ้น แต่ยังคงมีอาการไข้อยู่บ้าง

          จากผลการวิจัยและกรณีศึกษาที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนผลการออกฤทธิ์ของสารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี (Elderberry Extract) ในการยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

ช่องทางการติดตาม