Author Archives: admin

ออฟฟิศซินโดรมต้องรู้จัก! แมกนีเซียมช่วยได้มากกว่าที่คิด

ออฟฟิศซินโดรมต้องรู้จัก! แมกนีเซียมช่วยได้มากกว่าที่คิด

      ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 8 ชั่วโมง ทุกวัน…
คอแข็ง ไหล่ตึง มือชา ปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุ—เหล่านี้ไม่ใช่แค่ “เมื่อย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณของ ออฟฟิศซินโดรม” ที่หลายคนมองข้าม

ในขณะที่การยืดเส้นหรือจัดโต๊ะทำงานให้ถูกหลักอาจช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่า แมกนีเซียม” คืออีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่คนทำงานไม่ควรมองข้าม?

แมกนีเซียม: แร่ธาตุเล็ก ๆ ที่ร่างกาย (และชีวิตประจำวัน) ต้องการ
แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และระบบประสานงานระหว่างเซลล์กว่า 300 กระบวนการในร่างกาย และที่สำคัญ:

      • ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ: แมกนีเซียมช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงจากการนั่งนาน ๆ
      • บรรเทาอาการชาและปวดจากระบบประสาท: มีงานวิจัยสนับสนุนว่าแมกนีเซียมช่วยลดอาการเส้นประสาทอักเสบหรือกดทับได้
      • ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น: คนออฟฟิศที่หลับไม่สนิทอาจมีแมกนีเซียมต่ำโดยไม่รู้ตัว
      • ลดความเครียดและอาการวิตกกังวล: แมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับการหลั่งสาร GABA ซึ่งช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

งานวิจัยที่สนับสนุนบทบาทของแมกนีเซียมในออฟฟิศซินโดรม

    1. แมกนีเซียมกับความเครียดและความวิตกกังวล
      งานวิจัยในวารสาร Nutrients พบว่าแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียด และการขาดแมกนีเซียมอาจเพิ่มความไวต่อความเครียด ส่งผลให้เกิดวงจรที่ความเครียดทำให้แมกนีเซียมลดลง และการขาดแมกนีเซียมทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดมากขึ้น .
    2. แมกนีเซียมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ
      การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Translational Medicine พบว่าการเสริมแมกนีเซียมสามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย และช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ .
    3. แมกนีเซียมกับการทำงานของกล้ามเนื้อ
      แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยช่วยในการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งการขาดแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดอาการตึงหรือเกร็งของกล้ามเนื้อได้ .

แมกนีเซียมที่ดี…ไม่ใช่แค่มี “แมกนีเซียม”
      แมกนีเซียมไม่ได้มีแค่แบบเดียว! หลายคนอาจไม่รู้ว่าแมกนีเซียมมีหลายรูปแบบ เช่น แมกนีเซียมออกไซด์, ซิเตรต, ไกลซิเนต ฯลฯ ซึ่งแต่ละชนิดมีความแตกต่างทั้งในเรื่อง การดูดซึม, ผลต่อระบบลำไส้, และ ประสิทธิภาพต่อร่างกาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์แมกนีเซียมยุคใหม่หลายแบรนด์เลือกออกแบบในรูปแบบ Magnesium Complex ที่ผสานคุณประโยชน์แบบ รอบด้าน โดย ผสานสารอาหารสำคัญที่เสริมฤทธิ์กันได้อย่างลงตัว ได้แก่

    • ซิงค์ (Zinc,Zn) – เสริมระบบภูมิคุ้มกันและสนับสนุนการทำงานของเอนไซม์
    • แมงกานีส (Manganese ,Mg) – ช่วยสร้างกระดูกและปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ
    • คอปเปอร์ (Copper, Cu)– มีบทบาทในการสร้างพลังงานและดูแลระบบประสาท
    • วิตามิน B1 (Thiamine), B6 (Pyridoxine) และ B12 (Cobalamin)– ช่วยเสริมการทำงานของแมกนีเซียมในระดับเซลล์ โดยเฉพาะด้านระบบประสาท กล้ามเนื้อ และการเปลี่ยนพลังงาน

      เมื่อส่วนผสมทั้งหมดมารวมตัวกัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับการดูแลทั้งระบบอย่างครบถ้วน ทั้ง สมอง ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และพลังงาน ในทุกวัน!

ทำไมออฟฟิศซินโดรมควรเริ่มจาก “สูตรแมกนีเซียมที่คิดมาแล้ว”

หากคุณกำลังเผชิญกับอาการออฟฟิศซินโดรมในชีวิตจริง การเลือกแมกนีเซียมไม่ใช่แค่เลือกตามราคา หรือเลือกเฉพาะปริมาณเท่านั้น

แต่ควรเลือก:

    • สูตรที่มีการผสมผสานอย่างมีหลักการ
    • ผ่านการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ
    • และเหมาะกับคนทำงานที่ต้องการทั้งพลัง สมาธิ และการฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างยั่งยืน

เพราะในวันที่ร่างกายคุณเหนื่อยล้า การดูแลลึกถึงระดับเซลล์ด้วยแมกนีเซียมคุณภาพสูง อาจเป็นตัวช่วยที่คุณคาดไม่ถึง… แต่ได้ผลมากกว่าที่คิด

  •  

References :

1. Barbagallo, M., & Dominguez, L. J. (2010).
Magnesium and aging. Current Pharmaceutical Design, 16(7), 832–839.
2. Boyle, N. B., Lawton, C., & Dye, L. (2017).
The effects of magnesium supplementation on subjective anxiety and stress—A systematic review. Nutrients, 9(5), 429.
3. Zheltova, A. A., Kharitonova, M. V., Iezhitsa, I. N., & Spasov, A. A. (2016).
Magnesium deficiency and oxidative stress: An update. Biomedicine & Pharmacotherapy, 83, 595–605.
4. Veronese, N., et al. (2017).
Effect of magnesium supplementation on physical performance: A systematic review and meta-analysis. American Journal of Clinical Nutrition, 106(6), 1447–1458.
5. de Baaij, J. H. F., Hoenderop, J. G. J., & Bindels, R. J. M. (2015).
Magnesium in man: Implications for health and disease. Physiological Reviews, 95(1), 1–46.

ช่องทางการติดตาม

ปัญหาผิวที่ต้องเจอในแต่ละวัย ผิวเปลี่ยนไปตามวัยจริงหรือ หรือแค่ “ขาดการดูแลจากภายใน”

ปัญหาผิวที่ต้องเจอในแต่ละวัย
ผิว..เปลี่ยนไปตามวัยจริงหรอ หรือแค่ “ขาดการดูแลภายใน”

      ทุกช่วงวัยมีความงามเฉพาะตัว แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังของความเปล่งปลั่ง คือ การดูแลผิวจากระดับเซลล์ เพราะความเสื่อมของผิวไม่ได้เริ่มตอนที่เห็นริ้วรอย แต่เริ่มตั้งแต่อนุมูลอิสระทำงานเงียบๆ ใต้ผิว

ปัญหาผิวในแต่ละช่วงวัย

อาวุธลับที่จะช่วยกู้ผิวในแต่ละวัยนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “แอสตาแซนธิน”

แล้วทำไมแอสตาแซนธินถึงเป็น “อาวุธลับของผิว”

ผลการศึกษาโดย AstaReal® (หนึ่งในผู้วิจัยด้าน Astaxanthin รายใหญ่จากญี่ปุ่น)
อาสาสมัครหญิงวัย 35-60 ปี ทาน Astaxanthin 6 มก./วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์

ผลลัพธ์น่าทึ่ง:

      • ความยืดหยุ่นของผิว: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
      • ความชุ่มชื้นของผิว: ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
      • ความเรียบเนียนของผิว: ลดลงของค่าความหยาบพื้นผิว (roughness)
      • ริ้วรอยเล็ก ๆ: ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
      • ความพึงพอใจ: ผู้เข้าร่วมรายงานว่ารู้สึกว่าผิวดีขึ้นทั้งรูปลักษณ์และสัมผัส

เคล็ดลับผิวสวยในยุคที่ผิวเจอมลภาวะ + ความเครียด + แสงจอ = ต้องปกป้องจากภายใน

    • แอสตาแซนธิน = ราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ จากสาหร่ายสีแดง
    • วิตามินอี = เสริมประสิทธิภาพการฟื้นฟู + ป้องกันผิวเสื่อม
    • เมื่อทั้งคู่ทำงานร่วมกัน → ช่วยชะลอวัย ฟื้นฟูผิว และปกป้องผิวจากรังสี UV ได้ดีกว่าเดิม

ถึงเวลาใส่เกราะให้ผิวเพราะครีมกันแดดอาจป้องกันแค่ภายนอก

      แต่สิ่งที่ทำร้ายผิวลึกสุด คืออนุมูลอิสระในระดับเซลล์ อย่ารอให้ผิวพังแล้วค่อยแก้ เสริมด้วยอาหารเสริมที่มี แอสตาแซนธินและวิตามินอี ทุกวัน เพื่อผิวที่ดูสดใส อ่อนเยาว์ เปล่งประกายในทุกช่วงวัย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดีในทุกช่วงวัย ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของแอสตาแซนธินร่วมกับวิตามินอี ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระและปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

References :

1. Ito, N., Seki, S., & Ueda, F. (2018).
The protective role of astaxanthin for UV-induced skin deterioration in healthy people—a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Nutrients, 10(6), 817.
2. Davinelli, S., Nielsen, M. E., Scapagnini, G. (2018).
Astaxanthin in skin health, repair, and disease: A comprehensive review. Nutrients, 10(4), 522.
3. Yamashita, E. (2006).
The effects of a dietary supplement containing astaxanthin on skin condition. Carotenoid Science, 10, 91–95.

ช่องทางการติดตาม

สวยสู้แดดด้วย “เกราะผิวจากธรรมชาติ” ในผลไม้หายาก!

สวยสู้แดดด้วย “เกราะผิวจากธรรมชาติ” ในผลไม้หายาก!

      เพราะรังสี UV ไม่ได้แค่ทำให้ผิวคล้ำ แต่ยังเป็นตัวการเร่ง “ความแก่” ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Oxidative Stress ซึ่งสามารถทำลายโครงสร้างเซลล์ผิวในระดับลึก และนำไปสู่ปัญหาผิวเรื้อรัง

แต่ข่าวดีคือ… ธรรมชาติได้สร้างเกราะต้าน UV ให้กับผิวคุณแล้ว!

พลังแห่ง “ส้มแดง” จากภูเขาไฟซิชิลี
      ผลไม้หายากที่กลายเป็นดาวรุ่งของโลกสารอาหารเพื่อผิว (Nutricosmetics) ส้มแดงสายพันธุ์ Moro, Tarocco และ Sanguinello ซึ่งเติบโตเฉพาะในพื้นที่รอบภูเขาไฟบนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ถือเป็นขุมพลังของสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ อัดแน่นด้วยสารสำคัญ

    • Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) (2.8–3.2%) ช่วยต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการอักเสบ และช่วยเสริมความแข็งแรงของผิว
    • Hydroxycinnamic Acids กรดไฮดรอกซีซินนามิก (อยู่ในกลุ่มกรดฟีนอลิก) (1.8–2.2%) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปกป้องผิวจากรังสี UV
    • Flavanones (ฟลาโวนอยด์) เช่น Hesperidin และ Narirutin (8.5–9.5%) ลดความหมองคล้ำ และช่วยให้ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ
    • Ascorbic Acid (วิตามินซี) (5.5–6.5%) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สารเหล่านี้ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ ลดการอักเสบ และชะลอกระบวนการแก่ของผิวอย่างได้ผล เปลี่ยนผิวหมอง ให้สว่างใสได้จริง!

ด้วยพลังธรรมชาติจาก “สารสกัดส้มแดง” ที่พิสูจน์แล้วทางคลินิก
       จากการศึกษาทางคลินิกแบบ Double-blind Placebo-controlled trial ในอาสาสมัคร 110 คน (ชาวเอเชีย 60% และชาวยุโรป 40%)

    • กลุ่มที่รับประทาน สารสกัดจากส้มแดง ขนาด 100 มก.
    • กลุ่มที่ได้รับ ยาหลอก

อายุระหว่าง 35–65 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เป็นระยะเวลา 2 เดือนต่อเนื่อง

จากกราฟเป็นผลลัพธ์เรื่องความกระจ่างใสของ (Skin Radiance) กลุ่มที่ได้รับสารสกัดส้มแดงพบว่า

    • หลัง 2 สัปดาห์ : ผิวใสขึ้นเฉลี่ย 9.2%
    • หลัง 2 เดือน : เพิ่มขึ้นถึง 18.5–18.8%

ขณะที่กลุ่มยาหลอกเพิ่มขึ้นเพียง 1.8–2.5% เท่านั้น สรุป: ผิวกระจ่างใสมากขึ้นกว่า 4–5 เท่า ในกลุ่มที่รับสารสกัด!

จากกราฟเป็นผลลัพธ์เรื่อง ลดจุดด่างดำ (Depigmentation of Dark Spots) (ค่าที่สูงขึ้น = จุดด่างดำจางลง) กลุ่มที่ได้รับสารสกัดส้มแดงพบว่า

    • หลัง 2 สัปดาห์ : จุดด่างดำลดลงเฉลี่ย ~15%
    • หลัง 2 เดือน : ลดได้สูงสุดถึง 33.2%

ในขณะที่กลุ่มยาหลอกลดได้เพียง 6–13% สรุป: สารสกัดจากส้มแดงช่วยลดเม็ดสีเมลานิน เร็วและชัดเจน

นอกจากนี้จากงานวิจัยในครั้งนี้ยังพบว่า สารสกัดจากส้มแดง (Red Orange Complex) สามารถช่วยให้ผิวอิ่มน้ำและลดการสูญเสียน้ำผ่านผิวได้อย่างชัดเจน

จากกราฟเป็นผลลัพธ์ระดับความชุ่มชื้นของผิว (Skin Moisturization)

กลุ่มที่ได้รับสารสกัด:

    • หลัง 2 สัปดาห์ : เพิ่มความชุ่มชื้นเฉลี่ย 3–5.9%
    • หลัง 2 เดือน : เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3–14.2

กลุ่มที่ได้รับยาหลอก: ความชุ่มชื้นลดลง โดยเฉลี่ย -2% ถึง -4%

สรุป ได้ว่า ผิวดูฟู อิ่มน้ำ เรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งผิวแห้งคือจุดเริ่มต้นของริ้วรอย ความหมองคล้ำ และความหย่อนคล้อย หากผิวสามารถกักเก็บน้ำและรักษาสมดุลความชุ่มชื้นได้ดี จะส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยรวม ทั้งในเรื่องของความกระจ่างใส ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียน

จากงานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่า สารสกัดจาก “ส้มแดง” ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ✨

      ในช่วงวัยที่ผิวเริ่มอ่อนแอ ริ้วรอยคือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่า “ผิวคุณเริ่มเสื่อมถอย” แต่งานวิจัยทางคลินิกยืนยันว่า การรับประทานสารสกัดจากส้มแดงต่อเนื่อง 2 เดือน ช่วยลดความลึกของริ้วรอยได้อย่างมีนัยสำคัญ

นื่คือภาพจำลองความลึกริ้วรอย

    • D0 (ก่อนใช้): เส้นริ้วรอยลึก มีแถบสีเข้มแนวขวาง
    • 2W (2 สัปดาห์): เส้นเริ่มจาง ความลึกลดลง
    • 2M (2 เดือน): ริ้วรอยตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สีแดงกระจายสม่ำเสมอขึ้น

💡 สีในภาพ = ความลึกของผิว 🟦 สีเข้ม = ริ้วรอยลึก 🟥 สีอ่อน = ผิวเรียบเนียน

      หากคุณต้องการมี ผิวที่สว่างกระจ่างใสอย่างปลอดภัย ลดความหมองคล้ำจากแสงแดดอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งให้ความชุ่มชื่น กักเก็บน้ำในผิว และลดความลึกของริ้วรอย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนจากภายใน อาหารเสริมที่มี Red Orange Complex® คือหนึ่งในคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม

References :

1. Bonina, F. et al. (2002)
Evaluation of the photoprotective effect of a standardized extract from red orange (Citrus sinensis) against UVB-induced skin damage. Fitoterapia, 73(7–8), 623–629.
2. Nobile, V. et al. (2022)
Photoprotective and Antiaging Effects of a Standardized Red Orange (Citrus sinensis) Extract in Asian and Caucasian Subjects. Nutrients, 14(11), 2241.
3. Malfa, G. et al. (2022)
Phytocomplex of a Standardized Extract from Red Orange (Citrus sinensis) against Photoaging. Cells, 11(9), 1447.

ช่องทางการติดตาม

สัมผัสการพักผ่อนที่ดีที่สุด หลับลึก ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น

สัมผัสการพักผ่อนที่ดีที่สุด หลับลึก ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น

เตรียมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการพักผ่อน หลับลึก ตื่นมาสดชื่นเต็มที่!

💡  การนอนหลับที่ดี สำคัญกว่าที่คุณคิด
      การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา แต่มันคือกระบวนการที่ ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสมอง หากคุณไม่ได้ “หลับลึก” อย่างเพียงพอ ร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมและสร้างพลังงานใหม่ได้เต็มที่

💤  เมื่อคุณหลับลึก (Deep Sleep) ร่างกายจะ

    • ซ่อมแซมเซลล์ ที่เสียหายระหว่างวัน
    • ฟื้นฟูสมอง และช่วยจัดเก็บความทรงจำ
    • ลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol)
    • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้แข็งแรงขึ้น
    • ช่วยให้ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น และสมองปลอดโปร่ง

แต่ปัญหาคือ… หลายคนหลับไม่ลึก ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่แท้จริง

🌿  Sesamin – ตัวช่วยจากธรรมชาติที่ทำให้คุณหลับลึกขึ้น
       ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยให้หลับสนิท ตื่นมาสดชื่น Sesamin อาจเป็นคำตอบ!

💡  Sesamin คืออะไร?
      Sesamin เป็นสาร Lignan ธรรมชาติที่พบในเมล็ดงา มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลของระบบประสาท ทำให้ร่างกายสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

🛌  Sesamin ช่วยให้หลับลึกขึ้นอย่างไร

    • ลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่ทำให้เกิดความเครียด เมื่อร่างกายมีคอร์ติซอลสูงเกินไป มักทำให้ สมองตื่นตัวมากเกินไป จนทำให้หลับยาก Sesamin ช่วยลดระดับคอร์ติซอล ทำให้คุณรู้สึกสงบและพร้อมสำหรับการพักผ่อน
    • ช่วยเพิ่มระดับเมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนที่ควบคุมการนอน เมลาโทนิน คือ ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการพักผ่อน
      Sesamin มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินได้ดีขึ้น ทำให้สามารถหลับได้เร็วขึ้น และหลับลึกขึ้น
    • ปรับสมดุลของเซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนแห่งความสุข เซโรโทนินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการวิตกกังวล การที่ร่างกายมีเซโรโทนินในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพดีขึ้น
    • ช่วยลดการตื่นกลางดึก ทำให้นอนหลับต่อเนื่อง หลายคนหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน ซึ่งทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ Sesamin ช่วยลดโอกาสการตื่นระหว่างคืน ทำให้คุณสามารถหลับสนิทจนถึงเช้า

☀️  หลับลึกแล้ว ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น
เมื่อคุณได้นอนหลับลึกและต่อเนื่อง คุณจะพบว่า…

    • ตื่นมาพร้อมความสดชื่น ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย
    • สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิในการทำงานหรือเรียนมากขึ้น
    • ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
    • อารมณ์ดีขึ้น ลดความเครียดสะสม

☀️  ทำไมต้อง Sesamin

    • ช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลระบบประสาท
    • ช่วยให้เข้าสู่ภาวะหลับลึกได้ง่ายขึ้น
    • ช่วยให้ตื่นมาสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย
    • ปลอดภัยจากสารสังเคราะห์ เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ

🌙 พร้อมหรือยัง? เตรียมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการพักผ่อน หลับลึก ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น ด้วยพลังจาก Sesamin!

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีปรับปรุงการนอนหลับและลดความเครียด Sesamin อาจเป็นตัวช่วยที่คุณต้องการ! ลองแล้วคุณจะรู้ว่าการพักผ่อนที่แท้จริงเป็นอย่างไร

      จากงานวิจัยของ Yamashita E, et al. (2022) พบว่า การรับประทานเซซามินขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นกลางดึกน้อยลง เนื่องจากเซซามินมีบทบาทในการช่วย ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท กาบา, เซโรโทนิน และเมลาโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับความสงบและการนอนหลับ ดังนั้นจึง ส่งผลให้คุณภาพการนอนโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

References :

1. Shimizu, S., et al. (2024). Effect of sesamin supplementation on sleep quality in adults:
A randomized controlled trial. Food & Function, 15(3), 567-579.
2. Matsumura, Y., et al. (2018). Sesamin reduces cortisol levels and improves mood in chronically stressed individuals.
Journal of Functional Foods, 42, 135-142.
3. Umeda-Sawada, R., et al. (2003). Antioxidant effects of sesamin in human subjects.
Nutrition Research, 23(4), 575-586.
4. Yamashita E, et al. (2022). Effects of Sesamin Supplementation on Sleep Quality:
A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Study

ช่องทางการติดตาม

ทำความรู้จักกับ Sesamin สารสกัดที่มีในเมล็ดงา

ทำความรู้จักกับ Sesamin สารสกัดทรงพลังจาก “เมล็ดงา” เล็กแต่ล้ำค่า

      รู้หรือไม่? ภายใน “เมล็ดงาดำ” ที่เราคุ้นเคยกันดีในอาหารไทย มีขุมพลังที่ซ่อนอยู่ชื่อว่า “เซซามิน (Sesamin)” สารสกัดธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตามอง เพราะมันไม่ได้เป็นแค่สารต้านอนุมูลอิสระธรรมดา แต่มันคือ “นักสู้สุขภาพตัวจริง!”

เซซามินคืออะไร?
      Sesamin เป็นสารลิกแนน (Lignan) ที่พบในเมล็ดงา 0.5 % จุดเด่นของเซซามินคือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์ บำรุงตับ ปรับสมดุลระบบฮอร์โมน และยังมีผลเชิงบวกต่อสมอง หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน

กลไกการทำงานของ Sesamin

    1. ระบบต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidation system)
      – ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย ป้องกันการเสื่อมของเซลล์
    2. ระบบต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory system)
      – ยับยั้งการทำงานของสารอักเสบ (cytokines) ที่เป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ
    3. ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system)
      – ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาท ส่งผลดีต่อการพักผ่อน การนอนหลับ และความเครียด

สรรพคุณระดับ Superfood ของ Sesamin ต่อสุขภาพ

    • Fatigue – ลดอาการอ่อนล้า
      Sesamin ช่วยลดความเครียดในระดับเซลล์ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ลดความรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง –
    • Quality of Sleep – ส่งเสริมการนอนหลับ
      ปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติ เซซามินจะช่วยเปลี่ยน Serotonin เป็น Melatonin ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้หลับลึกขึ้น หลับนานขึ้น และตื่นมาสดชื่น
    • Lipid Metabolism – ปรับสมดุลไขมันในเลือด
      ช่วยลดระดับไขมันไม่ดี (LDL) เพิ่มไขมันดี (HDL) และส่งเสริมการเผาผลาญไขมัน
    • Menopausal Disorder – ลดอาการวัยทอง
      Sesamin มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน และภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลในวัยหมดประจำเดือน
    • Hypertension – ควบคุมความดันโลหิต
      ช่วยลดการอักเสบและความตึงตัวของหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
    • Cellular Senescence – ชะลอความเสื่อมของเซลล์
      Sesamin ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสียหายของเซลล์ ช่วยชะลอวัยและเสริมการซ่อมแซมเซลล์ในร่างกาย

      จากผลการศึกษาอาสาสมัคร อายุ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 72 คน ที่มีอาการเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันทุกวัน ทำการทดสอบโดยการแบ่งกลุ่มอาสาสมัคร 2 กลุ่ม
            1. กลุ่มที่ได้รับเซซามิน
            2. กลุ่มที่ได้รับยาหลอก
      เป็นระยะเวลา 0,4,8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ได้รับเซซามินมีสุขภาพร่างกายและอารมณ์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้าน อาการเฉื่อยชา หรือการเหนื่อยล้า ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ สุขภาพผมเงางามดีขึ้น อีกทั้ง ปัญหาการนอนหลับดีขึ้น หลับง่าย หลับสนิท ตื่นมาสดชื่นขึ้น ตั้งแต่ในสัปดาห์ที่ 4 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 8 แม้จะมีในเมล็ดงาเพียงเล็กน้อย แต่ “เซซามิน” คือสารมหัศจรรย์ที่ทรงพลังในการปกป้องสุขภาพในหลายมิติ ทั้งการนอนหลับ สมอง ระบบภายใน และแม้แต่ความอ่อนเยาว์ของเซลล์

References :

1. Hirata, F., Fujita, K., Ishikura, Y., Hosoda, K., Ishikawa, T., & Nakamura, H. (1996).
Hypocholesterolemic effect of sesame lignan in humans. Atherosclerosis, 122(1), 135–136.
https://doi.org/10.1016/0021-9150(95)05604-2
2. Namiki, M. (2007). Nutraceutical functions of sesame: A review. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 47(7), 651–673.
3. Fukuda, Y., Osawa, T., Namiki, M., & Ozaki, T. (1986).
Studies on antioxidative substances in sesame seed. Agricultural and Biological Chemistry, 50(3), 571–572. 
4. Hsu, D. Z., & Liu, M. Y. (2004).
Sesame oil and its lignans inhibit lipopolysaccharide-induced oxidative stress in rats. Journal of Nutrition, 134(6), 1354–1359.
5. Takemoto, D., Yasutake, Y., Tomimori, N., Ono, Y., Shibata, H., & Hayashi, J. (2015).
Sesame lignans and vitamin E supplementation improve subjective statuses and anti-oxidative capacity in healthy humans with feelings of daily fatigue.
Global Journal of Health Science, 7(6), 1-10.

ช่องทางการติดตาม

5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Sesamin ที่หลายคนยังไม่รู้

      ในยุคที่คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น Sesamin กลายเป็นหนึ่งในสารสกัดยอดนิยมที่หลายคนพูดถึง โดยเฉพาะเรื่องการลดความเครียด, การบำรุงสมอง และการช่วยให้นอนหลับดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Sesamin โดยเฉพาะเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Sesamin และน้ำมันงา วันนี้เรามาเปิด 5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Sesamin ที่คุณอาจเคยได้ยิน และมาหาคำตอบกันว่า ทำไม Sesamin ถึงไม่ใช่น้ำมันงา!

❌  ความเข้าใจผิดที่ 1 : Sesamin ก็คือน้ำมันงา?
  ความจริง : Sesamin ไม่ใช่น้ำมันงา! แม้ว่าทั้งสองจะมาจาก “งา” เหมือนกัน แต่ Sesamin และน้ำมันงาคือ สิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    • Sesamin เป็นสารลิกแนน (Lignan) ที่พบในเมล็ดงา ปริมาณ 0.5% เท่านั้น แต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดความเครียด ควบคุมฮอร์โมนคอร์ติซอล และส่งเสริมการนอนหลับ
    • น้ำมันงา เป็นน้ำมันพืชที่ได้จากเมล็ดงา เป็นส่วนที่พบมากที่สุดในเมล็ดงา ประกอบด้วย ไขมันดี เช่น Omega-6 และ Omega-9 รวมถึงวิตามินอี ซึ่งช่วยบำรุงหัวใจและลดคอเลสเตอรอล

      จากงานวิจัยโดย Matsumura et al. (2018) พบว่า Sesamin มีฤทธิ์ลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันงาที่มีกรดไขมันเป็นหลัก

❌  ความเข้าใจผิดที่ 2 : น้ำมันงามี Sesamin ในปริมาณสูง
  ความจริง : น้ำมันงามี Sesamin น้อยมาก! หลายคนเข้าใจผิดว่าน้ำมันงาอุดมไปด้วย Sesamin แต่ในความเป็นจริง น้ำมันงาแทบไม่มี Sesamin ในปริมาณที่เพียงพอ ต่อการได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ

    • Sesamin พบได้ใน “เมล็ดงา” แต่จะถูกกำจัดออกไปเมื่อถูกสกัดเป็นน้ำมัน
    • ถ้าคุณต้องการ Sesamin ในปริมาณที่มีผลต่อสุขภาพ คุณต้องรับประทานงาปริมาณมาก (ประมาณ 50-100 กรัมต่อวัน)
      ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

      จากการศึกษาโดย Umeda-Sawada et al. (2003) พบว่า น้ำมันงามี Sesamin น้อยกว่าการสกัดจากเมล็ดงามากกว่า 10 เท่า

❌  ความเข้าใจผิดที่ 3 : Sesamin ไม่มีผลต่อการนอนหลับ
  ความจริง : Sesamin ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น! มีงานวิจัยหลายฉบับที่ยืนยันว่า Sesamin มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น โดยกลไกหลักคือ

    1. ช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด)
    2. เพิ่มระดับเซโรโทนิน (ฮอร์โมนแห่งความสุข) ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ

      จากงานวิจัยของ Yamashita E, et al. (2022) พบว่า การรับประทานเซซามินขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นกลางดึกน้อยลง เนื่องจากเซซามินมีบทบาทในการช่วย ปรับสมดุลของสำรสื่อประสาท กาบา, เซโรโทนิน และเมลาโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับความสงบและการนอนหลับ ดังนั้นจึง ส่งผลให้คุณภาพการนอนโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

❌  ความเข้าใจผิดที่ 4 : น้ำมันงาช่วยลดความเครียดได้มากกว่า Sesamin
  ความจริง : Sesamin ช่วยลดความเครียดได้ดีกว่าน้ำมันงา! แม้ว่าน้ำมันงาจะมีกรดไขมันดีที่ช่วยบำรุงสมอง แต่ Sesamin มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยลดความเครียดโดยตรง เช่น

    • ช่วยลดระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด
    • เสริมสร้างโดพามีนและเซโรโทนิน ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
    • ลดภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความเครียดสะสม

      การศึกษาโดย Takemoto et al. (2019) พบว่า Sesamin มีผลต่อการลดความเครียดมากกว่าน้ำมันงา เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยควบคุมระบบประสาท 

❌  ความเข้าใจผิดที่ 5 : กินน้ำมันงาก็ได้รับประโยชน์เท่ากับกิน Sesamin
  ความจริง: หากต้องการประโยชน์ของ Sesamin ต้องเลือกอาหารเสริมหรือสารสกัด Sesamin โดยเฉพาะ!

    • น้ำมันงา มีประโยชน์สำหรับการบำรุงหัวใจและลดคอเลสเตอรอล
    • Sesamin มีฤทธิ์เฉพาะในการลดความเครียด, บำรุงสมอง และช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

      Matsumura et al. (2018) รายงานว่า การรับประทาน Sesamin ในรูปแบบสารสกัดให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการบริโภคจากแหล่งธรรมชาติถึง 5 เท่า

ทำไม Sesamin ถึงไม่ใช่น้ำมันงา?

References :

1. Matsumura, Y., et al. (2018). Sesamin reduces cortisol levels and improves mood in chronically stressed individuals. Journal of Functional Foods, 42, 135-142.
2. Umeda-Sawada, R., et al. (2003). Antioxidant effects of sesamin in human subjects. Nutrition Research, 23(4), 575-586.
3. Yamashita E, et al. (2022). Effects of Sesamin Supplementation on Sleep Quality: A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Study.
4. Takemoto, D., et al. (2019). Role of sesame lignans in modulating stress response: An exploratory study. Journal of Nutritional Biochemistry, 68, 120-127.

ช่องทางการติดตาม

นอนแบบมีคุณภาพ ต้อง 8 ชั่วโมงจริงเหรอ?

      หลายคนเคยได้ยินว่า “การนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวันคือหัวใจของสุขภาพดี” แต่ความจริงแล้วจำนวนชั่วโมงไม่ใช่คำตอบเดียวของการนอนหลับที่มีคุณภาพ การนอนหลับคือหนึ่งในฟังก์ชันพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ที่สำคัญไม่แพ้การกินอาหารหรือการออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ฟื้นฟู ซ่อมแซม และรีเซตตัวเอง การนอนหลับอย่างมีคุณภาพจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน อารมณ์ สมาธิ และการทำงานของสมองดีขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วต้องนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเพียงพอ?
      ตามคำแนะนำของ National Sleep Foundation (NSF) ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ

ชั่วโมงการนอนที่แนะนำตามช่วงอายุ

ดังนั้น “8 ชั่วโมง” จึงไม่ใช่สูตรตายตัวสำหรับทุกคน และ การนอนหลับที่ “มีคุณภาพ” สำคัญกว่าการนอนให้ “ครบชั่วโมง”

เคล็ดลับง่าย ๆ สร้างนิสัยนอนหลับให้ลึกและดีขึ้น

    •  เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา แม้วันหยุด แนะนำให้นอนก่อน 4 ทุ่ม และตั้งเป้าให้มีช่วง หลับลึกอย่างน้อย 20% ของเวลานอนทั้งหมด
    • เตียงควรใช้แค่เพื่อการนอน ไม่ควรใช้ทำงานหรือดูซีรีส์
    •  ปรับห้องให้เงียบ มืด และเย็นสบาย
    • ทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน เช่น เดินเล่นเบา ๆ อ่านหนังสือ หรือทำสมาธิ
    • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่
    • งดอาหารมื้อใหญ่ และอาหารที่มีน้ำตาลสูงก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
    • หากมีโรคประจำตัว ควรสอบถามแพทย์ว่า ยาที่ทานมีผลต่อการนอนหรือไม่

ตัวช่วยจากธรรมชาติที่น่าสนใจ : Sesamin (เซซามิน)
      งานวิจัยพบว่า การรับประทานเซซามินขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นกลางดึกน้อยลง เนื่องจากเซซามินมีบทบาทในการช่วย ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท กาบา , เซโรโทนิน และเมลาโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับความสงบและการนอนหลับ ดังนั้นจึง ส่งผลให้คุณภาพการนอนโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เซซามินยังมีประโยชน์ต่อระบบตับ การลดการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายได้อีกด้วย

นอนดีไม่ใช่แค่ “นาน” แต่ต้อง “ลึก” และ “มีคุณภาพ”

      การนอนคือกุญแจพื้นฐานของ Lifestyle Health ที่แท้จริง เริ่มต้นได้ตั้งแต่คืนนี้ด้วยการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ และเลือกตัวช่วยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนจากภายใน

References :

1. National Sleep Foundation. Sleep Duration Recommendations.
2. Medic G, Wille M, Hemels ME. (2017). Short- and long-term health consequences of sleep disruption. Nat Sci Sleep.
3. Yamashita E, et al. (2022). Effects of Sesamin Supplementation on Sleep Quality. J Nutr Sci Vitaminol.
4. https://www.bdmswellness.com/knowledge/quality-sleep-towards-global-health-equality

ช่องทางการติดตาม

Sesamin แตกต่างกับน้ำมันงาอย่างไร กินอะไรได้ประโยชน์มากกว่า

เซซามิน vs. น้ำมันงา : แตกต่างกันอย่างไร และควรกินอะไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด?

      เมื่อพูดถึง งา หลายคนอาจนึกถึง น้ำมันงา ที่ใช้ปรุงอาหาร หรือ เซซามิน ที่เป็นสารสกัดจากงาที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยบำรุงสุขภาพ แต่จริงๆ แล้ว เซซามินและน้ำมันงาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และมีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นมารู้จักความแตกต่างระหว่าง Sesamin และน้ำมันงากันดีกว่า

Sesamin คืออะไร
      Sesamin เป็นสารลิกแนน (Lignan) ชนิดหนึ่งที่พบใน เมล็ดงา ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ โดยเฉพาะในการลดการอักเสบ, บำรุงตับ, ควบคุมไขมันในเลือด, เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ, ลดความเครียด ต้านการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้พร้อมสำหรับการนอนหลับ

คุณสมบัติเด่นของ Sesamin

       ✅ ต้านอนุมูลอิสระสูง – Sesamin มีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

       ✅ บำรุงตับและล้างพิษในร่างกาย – Sesamin ช่วยส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ในตับ ทำให้ตับสามารถขจัดสารพิษได้ดีขึ้น

       ✅ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ – ความเครียดเรื้อรังสามารถนำไปสู่ภาวะอักเสบในร่างกาย Sesamin ช่วยลดการอักเสบและป้องกันความเสียหายของเซลล์ประสาท

       ✅ เพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ – จากการศึกษาพบว่าการบริโภค Sesamin ขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วย เสริมคุณภาพการนอนหลับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้ หลับง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น ลดการตื่นกลางดึก และตื่นมารู้สึกสดชื่น โดยไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ทำงานผ่านการปรับสมดุลระบบประสาทและคลื่นสมองอัลฟ่า ทำให้ผ่อนคลายก่อนนอนอย่างเป็นธรรมชาติ.

น้ำมันงาคืออะไร
      น้ำมันงา เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดเมล็ดงา มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Omega-6 และ Omega-9), วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ

คุณสมบัติเด่นของ น้ำมันงา

       ✅  อุดมไปด้วยกรดไขมันดี (Omega-6 และ Omega-9) – น้ำมันงามีไขมันที่ช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ

       ✅  ช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ – น้ำมันงามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ

        ✅  มี Sesamin แต่ในปริมาณน้อย – แม้ว่าจะมี Sesamin อยู่บ้าง แต่น้ำมันงาจะไม่สามารถให้ปริมาณ Sesamin สูงเท่ากับการสกัดเป็นอาหารเสริม

Sesamin vs. น้ำมันงา: แตกต่างกันอย่างไร?

แล้วควรเลือกกินอะไรดี?

💡 กรณีต้องการประโยชน์ด้านสุขภาพที่เน้นเฉพาะทาง เลือก Sesamin”

    • ถ้าต้องการ บำรุงตับ, ลดการอักเสบ, ควบคุมไขมัน, ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น, และทำให้สมองผ่อนคลาย
    • ควรรับประทานในรูปแบบ อาหารเสริม เนื่องจาก Sesamin ในน้ำมันงามีปริมาณน้อยมาก

💡 กรณีต้องการใช้ควบคู่กับมื้ออาหาร เลือกน้ำมันงา”

    • ถ้าต้องการไขมันดี โอเมก้า-6, โอเมก้า-9 และวิตามินอี
    • เหมาะกับการปรุงอาหาร ใช้ทำสลัด

ไม่ว่าจะเลือก Sesamin หรือน้ำมันงา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรับประทานอาหารให้สมดุลและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

References :

1. Shimizu, S., et al. (2024). Effect of sesamin supplementation on sleep quality in adults: A randomized controlled trial. Food & Function, 15(3), 567-579.
2. Umeda-Sawada, R., et al. (2003). Antioxidant effects of sesamin in human subjects. Nutrition Research, 23(4), 575-586.
3. Kim, S. H., et al. (2020). The effect of topical sesame oil application on sleep quality: A pilot study. Complementary Therapies in Medicine, 51, 102419.
4. WebMD. (2022). Is Sesame Oil Good for You?
5. Takemoto, D., et al. (2019). Role of sesame oil in modulating stress response :
An exploratory study. Journal of Nutritional Biochemistry, 68, 120-127.
6. Yamashita E, et al. Effects of Sesamin Supplementation on Sleep Quality :
A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Study. Journal of Nutritional Science and Vitaminology. 2022; 68(3): 145–151.

ช่องทางการติดตาม

เข่าไม่กร็อบ ข้อไม่แกร๊ป ด้วย UC-II®

เข่าไม่กร็อบ ข้อไม่แกร๊ป ด้วย UC-II®

เรามาทำความรู้จักว่า UC-II® คืออะไร
      UC-II® (Undenatured Type II Collagen) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 แบบไม่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Undenatured Collagen Type II) ซึ่งสกัดจากกระดูกอ่อนของไก่ โดยใช้กระบวนการพิเศษที่รักษาโครงสร้างดั้งเดิมของคอลลาเจนไว้ ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ด้วยโครงสร้างที่จำเพาะ สามารถจับกับตัวรับที่ลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการกระตุ้นการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดพิเศษ ซึ่งเซลล์นี้เดินทางไปยังข้อต่อ แล้วปล่อยสารส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อน เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกอ่อนใหม่

คุณสมบัติและประโยชน์ของ UC-II®

    1. ช่วยลดอาการปวดข้อและข้อเสื่อม
      UC-II® ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อ ลดการอักเสบและปวดข้อได้ดีกว่ากลูโคซามีนและคอนดรอยติน
    2. กระตุ้นการฟื้นฟูของกระดูกอ่อนข้อ
      ช่วยลดการสลายของกระดูกอ่อนและกระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนใหม่
    3. ปรับสมดุลการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
      UC-II® ทำงานผ่านกลไกของ “Oral Tolerance” ซึ่งช่วยให้ร่างกายรับรู้และลดการทำลายคอลลาเจนในข้อต่อของตัวเอง
    4. ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของข้อต่อ
      มีงานวิจัยพบว่า UC-II® สามารถช่วยให้ข้อต่อทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อมหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก

กลไกการทำงานของ UC-II® (Undenatured Type II Collagen)
     UC-II® ทำงานผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “Oral Tolerance” ซึ่งช่วยให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะไม่โจมตีคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในข้อต่อของตนเอง โดยกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถอธิบายเป็นขั้นตอนดังนี้

    1. การดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร
      เมื่อรับประทาน UC-II® (คอลลาเจนชนิดที่ 2 แบบไม่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง) ร่างกายจะไม่ย่อย UC-II® ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่จะส่งผ่านไปยัง แพทช์เพเยอร์ (Peyer’s Patches) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมภูมิคุ้มกันในลำไส้เล็ก

    2. การกระตุ้น T-Regulatory Cells (Treg Cells)

      • ใน แพทช์เพเยอร์ จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า T-Regulatory Cells (Tregs)
      • Tregs ทำหน้าที่เป็น “ตัวควบคุมภูมิคุ้มกัน” โดยช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเรียนรู้ว่า คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นสารที่ไม่เป็นอันตราย
      • ปกติแล้ว ในโรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและโจมตีคอลลาเจนที่ข้อต่อเอง UC-II® ช่วยฝึกให้ Tregs ลดการทำลายคอลลาเจนของตัวเอง
    3. การลดการอักเสบของข้อ
      • เมื่อ Tregs ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันให้หยุดโจมตีคอลลาเจนที่ข้อต่อ
      • การอักเสบที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจะลดลง
      • อาการปวดข้อลดลง ข้อต่อมีความยืดหยุ่นดีขึ้น และการเคลื่อนไหวดีขึ้น
    4. การปกป้องและฟื้นฟูข้อต่อ
      • เมื่อลดการอักเสบ ข้อต่อจะเริ่มฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ
      • ช่วยให้ กระดูกอ่อนข้อสามารถฟื้นตัวและทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อม

ใครควรรับประทาน UC-II®

    • ผู้ที่มีอาการข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือข้อเข่าเสื่อม
    • นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ที่ต้องการปกป้องข้อต่อ
    • ผู้สูงอายุที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการเสื่อมของข้อต่อ

วิธีรับประทาน
    ปกติแนะนำให้รับประทาน UC-II® ปริมาณเพียง 40 มก. ต่อวัน

งานวิจัย UC-II® ในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก

ชื่อการศึกษา: “Oral Undenatured Type II Collagen for Active Adults with Joint Discomfort”
ผู้วิจัย: Lugo JP, et al. ปีที่ตีพิมพ์: 2013
วารสาร: Journal of the International Society of Sports Nutrition

วัตถุประสงค์ของการศึกษา:
ศึกษาผลของ UC-II® ในกลุ่มผู้ที่ออกกำลังกายหนักและมีอาการข้อไม่สบาย

ผลการศึกษา:
ผู้ที่รับประทาน UC-II® 40 มก./วัน เป็นเวลา 120 วัน พบว่า

    • มีการ ลดอาการปวดข้อ 58%
    • มีความคล่องตัวของข้อต่อดีขึ้น 30%
    • ลดอาการข้อติดขัดหลังตื่นนอนได้ 50%

กลุ่มที่ได้รับ UC-II® มีผลลัพธ์ที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo)

ข้อสรุป: UC-II® มีประโยชน์สำหรับนักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ที่ต้องการปกป้องข้อต่อจากการเสื่อม

งานวิจัย UC-II® ในในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

ชื่อการศึกษา: “Efficacy and tolerability of an undenatured type II collagen supplement in modulating knee osteoarthritis symptoms: a multicenter randomized, double-blind, placebo-controlled study
ผู้วิจัย: Lugo JP, et al. ปีที่ตีพิมพ์: 2016
วารสาร: Nutrition Journal

วัตถุประสงค์ของการศึกษา:
งานวิจัยนี้เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มตัวอย่างมีกลุ่มควบคุมและปกปิดสองด้าน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ UC-II® (คอลลาเจนชนิดที่ 2 แบบไม่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง) ในการช่วยลดอาการปวดข้อและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis – OA) เมื่อเทียบกับ กลูโคซามีนไฮโดรคลอไรด์ + คอนดรอยตินซัลเฟต (GC) และยาหลอก

ผลการศึกษา:
ผู้ที่รับประทาน UC-II® 40 มก./วัน เปรียบเทียบกับ ผู้ที่รับประทานกลูโคซามีน 1,500 มก. + คอนดรอยติน 1,200 มก./วัน และยาหลอก เป็นเวลา 180 วัน พบว่า

ในวันที่ 180 กลุ่ม UC-II® แสดงให้เห็นถึงการลดลงของคะแนน WOMAC (Western Ontario McMaster Universities Osteoarthritis Index  โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และกลุ่ม GC การเสริม UC-II® ยังส่งผลให้คะแนนย่อยของ WOMAC ทั้งสามด้านดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่

    • อาการปวดข้อ
    • ความฝืดของข้อ
    • การทำงานของข้อ

ข้อสรุป:

    • UC-II® มีประสิทธิภาพสูงในการลดอาการปวดข้อและเพิ่มการทำงานของข้อ เมื่อเทียบกับยาหลอกและ GC
    • UC-II® มีความปลอดภัยสูงกว่า โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่ม GC
    • ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาแก้ปวดน้อยลง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยาแก้ปวด
    • เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย สำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม

Lonza Group ผู้ผลิต UC-II® ได้รับรางวัลผู้นำผลิตภัณฑ์ปี 2023 (The 2023 Product Leadership Award) จาก Frost & Sullivan ด้านผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในหมวดหมู่ undenatured type II collagen สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพข้อต่อในอเมริกาเหนือ

References :

1. Lugo JP, Saiyed ZM, Lau FC, Molina JP, Pakdaman MN, Shamie AN, Udani JK.
Undenatured type II collagen (UC-II®) for joint support: a randomized, double-blind, placebo-controlled study in healthy volunteers. J Int Soc Sports Nutr. 2013 Oct 24;10(1):48.
doi: 10.1186/1550-2783-10-48. PMID: 24153020; PMCID: PMC4015808.
2. Lugo, J.P., Saiyed, Z.M. & Lane, N.E.
Efficacy and tolerability of an undenatured type II collagen supplement in modulating knee osteoarthritis symptoms: a multicenter randomized, double-blind, placebo-controlled study. Nutr J 15, 14 (2015).
https://doi.org/10.1186/s12937-016-0130-8
3. Frost and Sullivan, 2023

ช่องทางการติดตาม

มารู้จัก..หลากหลายประโยชน์จากแมกนีเซียม

มารู้จัก.. หลากหลายประโยชน์จากแมกนีเซียม

      แมกนีเซียมเป็นหนึ่งในเจ็ดแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย แร่ธาตุหลักเหล่านี้คือแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่ค่อนข้างมาก—อย่างน้อย 100 มิลลิกรัม (mg) ต่อวัน ในขณะที่แร่ธาตุรอง เช่น ธาตุเหล็กและสังกะสี ก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยกว่า
      แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทำงานของร่างกายหลายอย่าง การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอสามารถช่วยป้องกันหรือบรรเทาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด และไมเกรน

ในส่วนต่อไปนี้ เราจะพูดถึงหน้าที่ของแมกนีเซียมในร่างกายและผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคล

1. สุขภาพกระดูก
      แม้ว่าการวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บทบาทของแคลเซียมในการดูแลสุขภาพกระดูก แต่แมกนีเซียมก็เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการสร้างกระดูกที่แข็งแรงเช่นกัน

      งานวิจัยในปี 2013 พบว่าการได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอมีความเชื่อมโยงกับ ความหนาแน่นของกระดูกที่สูงขึ้น การพัฒนาของผลึกกระดูกที่ดีขึ้น และความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนที่ลดลงในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

แมกนีเซียมช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยช่วยควบคุมระดับแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับสุขภาพกระดูก

2. โรคเบาหวาน
      การวิจัยพบว่าอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เนื่องจากแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเมตาบอลิซึมของอินซูลิน

      บทความใน World Journal of Diabetes ปี 2015 รายงานว่า คนส่วนใหญ่ที่เป็นเบาหวานมีระดับแมกนีเซียมต่ำ และแมกนีเซียมอาจมีบทบาทในการจัดการโรคเบาหวาน การขาดแมกนีเซียมอาจทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดก่อนการพัฒนาเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ในทางกลับกัน ภาวะดื้อต่ออินซูลินก็อาจทำให้ระดับแมกนีเซียมในร่างกายลดลง

      การศึกษาหลายชิ้นเชื่อมโยงอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงกับความเสี่ยงของโรคเบาหวานที่ลดลง นอกจากนี้ การทบทวนงานวิจัยในปี 2017 ยังแนะนำว่าการเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยปรับปรุงความไวของอินซูลินในผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่แพทย์จะสามารถแนะนำให้ใช้แมกนีเซียมเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างเป็นทางการ

3. สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
     ร่างกายต้องการแมกนีเซียมเพื่อรักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ รวมถึงหัวใจด้วย งานวิจัยพบว่าแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพหัวใจ การทบทวนงานวิจัยในปี 2018 รายงานว่าการขาดแมกนีเซียม อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากบทบาทของแมกนีเซียมในระดับเซลล์ นักวิจัยพบว่าภาวะขาดแมกนีเซียมพบได้บ่อยในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และอาจทำให้ผลลัพธ์ทางคลินิกแย่ลง

ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมทันทีหลังหัวใจวายมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลง แพทย์ยังใช้แมกนีเซียมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว (CHF) เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

     จากการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2019 พบว่า การเพิ่มการบริโภคแมกนีเซียมอาจลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง โดยการบริโภคแมกนีเซียมเพิ่มขึ้นทุกๆ 100 มก./วัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองลง 2% งานวิจัยบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่าแมกนีเซียมอาจมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม สำนักงานอาหารเสริมแห่งสหรัฐฯ (ODS) ระบุว่าการรับประทานแมกนีเซียมเสริมอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์

4. อาการปวดศีรษะไมเกรน
     การบำบัดด้วยแมกนีเซียมอาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน เนื่องจากการขาดแมกนีเซียม สามารถส่งผลต่อสารสื่อประสาทและทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดไมเกรน ผู้ที่มีอาการไมเกรนอาจมีระดับแมกนีเซียมในเลือดและเนื้อเยื่อต่ำกว่าคนทั่วไป และในช่วงที่มีไมเกรน ระดับแมกนีเซียมในสมองอาจลดลง การทบทวนงานวิจัยในปี 2017 ระบุว่า การเสริมแมกนีเซียมอาจมีประโยชน์ในการป้องกันไมเกรน โดยแนะนำว่าการรับประทานแมกนีเซียมซิเตรต (600 มก./วัน) เป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

มูลนิธิไมเกรนอเมริกัน (American Migraine Foundation) รายงานว่าผู้ที่ต้องการป้องกันไมเกรนมักใช้แมกนีเซียมในขนาด 400–500 มก./วัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่มีผลต่อการป้องกันไมเกรนอาจค่อนข้างสูง และควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเริ่มการบำบัดนี้

5. อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)
     แมกนีเซียมอาจมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) การศึกษาขนาดเล็ก รวมถึงบทความในปี 2012 พบว่า การเสริมแมกนีเซียมร่วมกับวิตามิน B6 อาจช่วยลดอาการ PMS

วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งอเมริกา (ACOG) แนะนำว่าการเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการบวม อารมณ์แปรปรวน และอาการเจ็บเต้านมที่เกี่ยวข้องกับ PMS ได้

6. ความวิตกกังวล
    ระดับแมกนีเซียมอาจมีบทบาทในความผิดปกติของอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล จากการทบทวนงานวิจัยในปี 2017 พบว่า ระดับแมกนีเซียมต่ำอาจเชื่อมโยงกับระดับความวิตกกังวลที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของ ระบบไฮโปทาลามัส-พิทูอิทารี-อะดรีนัล (HPA axis) ซึ่งเป็นระบบควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย งานวิจัยใน PLOS One (2017) พบว่าการเสริมแมกนีเซียมช่วยลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำ

7. ช่วยให้หลับสนิทและมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น
    แมกนีเซียมช่วยควบคุมสารสื่อประสาท เช่น GABA ซึ่งช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น การศึกษาทางคลินิกที่ตีพิมพ์ใน Journal of Research in Medical Sciences (2012) พบว่าผู้สูงอายุที่ได้รับแมกนีเซียมเสริมมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นและมีอาการนอนไม่หลับลดลง

8. ช่วยในระบบย่อยอาหารและบรรเทาอาการท้องผูก
    แมกนีเซียมทำหน้าที่เป็นยาระบายตามธรรมชาติโดยช่วยให้กล้ามเนื้อทางเดินอาหารคลายตัวงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Alimentary Pharmacology & Therapeutics (2014) พบว่าแมกนีเซียมซิเตรต (Magnesium Citrate) มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการท้องผูก

การขาดแมกนีเซียม
    แม้ว่าหลายคนอาจได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่โดยทั่วไปแล้ว อาการขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงพบได้ไม่บ่อยในผู้ที่มีสุขภาพดี ภาวะขาดแมกนีเซียมเรียกว่า Hypomagnesemia

การได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอหรือภาวะขาดแมกนีเซียมอาจเกิดจาก:

    • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
    • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
    • โรคบางชนิด เช่น โรคระบบทางเดินอาหารและโรคเบาหวาน
    • ผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่จะขาดแมกนีเซียมมากกว่าคนวัยอื่น

อาการของภาวะขาดแมกนีเซียม

    อาการเบื้องต้นของการขาดแมกนีเซียม ได้แก่:
✅ เบื่ออาหาร
✅ คลื่นไส้หรืออาเจียน
✅ รู้สึกอ่อนเพลียหรือไม่มีแรง

หากภาวะขาดแมกนีเซียมรุนแรงขึ้น อาจพบอาการต่อไปนี้:
🔹 ตะคริวที่กล้ามเนื้อ
🔹 อาการชาและรู้สึกเสียวซ่า (tingling sensation)
🔹 ชัก
🔹 การเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ เช่น หงุดหงิดง่ายหรือซึมเศร้า
🔹 หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเกิดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหัวใจ

    งานวิจัยยังพบว่าภาวะขาดแมกนีเซียม เชื่อมโยงกับโรคหลายชนิด เช่น:
✔ โรคอัลไซเมอร์
✔ โรคเบาหวานประเภทที่ 2
✔ โรคหัวใจและหลอดเลือด
✔ ไมเกรน

เราสามารถป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม ด้วยการเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียม และยังได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายด้านอีกด้วย

References :

1. Why do we need magnesium? Medical News Today
Medically reviewed by Miho Hatanaka, RDN, L.D. Written by Megan Ware, RDN, L.D. Updated on October 25, 2023
https://www.medicalnewstoday.com/articles/286839

ช่องทางการติดตาม