Author Archives: admin

ร้อนนี้ไม่มีโป๊ะ ลดผิวคล้ำเสีย ด้วยสารสกัดจากส้มแดงและกลูตาไธโอน

ร้อนนี้ไม่มีโป๊ะ ลดผิวคล้ำเสีย ด้วยสารสกัดจากส้มแดงและกลูตาไธโอน

      เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน ผิวต้องเผชิญกับแสงแดดจ้ามากๆ อัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น เกิดฝ้า กระแดด และผิวคล้ำขึ้นได้ในช่วงหน้าร้อน หากใครที่เป็นฝ้าอยู่แล้วอาจเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ ก็จะเริ่มมีฝ้าและกระแดดเกิดขึ้นที่ใบหน้าได้ง่ายในช่วงหน้าร้อน นอกจากนี้การโดนแดดสะสมเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการป้องกัน จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนัง และมะเร็งผิวหนัง ซึ่งจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีอายุประมาณ 40-50 ปีขึ้นไป หากเรารู้จักป้องกันและดูแลผิวพรรณ ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมกลูตา คอมแพล็กซ® (Gluta Complex®) และสารสกัดจากส้มแดง (Citrus Sinensis Extract) ใน Red Orange Complex® (ROC) ก็จะช่วยลดผิวคล้ำเสียได้

กลูตาไธโอน (Glutathione)
      เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ซิสเทอีน (Cysteine), กลูตามีน (Glutamine) และ ไกลซีน (Glycine) ซึ่งพบได้ในเซลล์ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในตับ ซึ่งเป็นอวัยวะหลักที่ใช้กลูตาไธโอนในการขจัดสารพิษ

หน้าที่หลักของกลูตาไธโอน
✅ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส โดยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งลดการผลิตเมลานิน
✅ ช่วยล้างสารพิษ โดยเฉพาะในตับ
✅ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อและโรคต่างๆ
✅ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของเซลล์และชะลอวัย

      ร่างกายสามารถสร้างกลูตาไธโอนได้เอง แต่ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น, ความเครียด, การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล และการสัมผัสสารพิษ อาจทำให้ระดับกลูตาไธโอนลดลง ทำให้หลายคนหันมาเสริมด้วยอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอน

กลูตา คอมเพล็กซ® (Gluta Complex®)
      ประกอบไปด้วย แอล-กลูตาไธโอน (L-Glutathione), แอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine), แอล-กลูตามีน (L-Glutamine) และไกลซีน (Glycine) ซึ่งนอกจากจะประกอบไปด้วยกลูตาไธโอนแล้ว ยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิดที่เป็นสารตั้งต้นของกลูตาไธโอนอีกด้วย


การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับกลูตาไธโอน (Glutathione) ชนิดรับประทานกับผลต่อความกระจ่างใสของผิว

การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCTs) งานวิจัยหลายชิ้นได้ศึกษาผลของการรับประทานกลูตาไธโอนต่อการลดระดับเมลานินในผิว โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองรับประทาน กลูตาไธโอนขนาด 250-500 มก. ต่อวัน พบว่าระดับเมลานินลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลูตาไธโอนในการทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
การศึกษานาน 12 สัปดาห์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผิว มีการศึกษาทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้หญิง 60 คน โดยให้รับประทานกลูตาไธโอนชนิด Reduced (GSH) และ Oxidized (GSSG) ขนาด 250 มก./วัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ระดับเมลานินลดลง จุดด่างดำจากรังสียูวีจางลง และริ้วรอยลดลง อย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้รับ GSH นอกจากนี้ยังพบว่า ความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น ในทั้งกลุ่มที่ได้รับ GSH และ GSSG และที่สำคัญ ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง

สารสกัดจากส้มแดง (Citrus Sinensis Extract) ใน Red Orange Complex® (ROC) คืออะไร?
     Red Orange Complex® (ROC) เป็นสารสกัดจาก ส้มสีแดง 3 สายพันธุ์จากประเทศอิตาลี ซึ่งปลูกในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก

ROC ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง 4 ชนิด ได้แก่:
✅ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) – หรือที่รู้จักกันในชื่อวิตามินซี มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ
✅ แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) – เม็ดสีธรรมชาติที่พบในพืช มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยบำรุงผิว
✅ กรดไฮดรอกซีซินนามิก (Hydroxycinnamic acids) – มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี
✅ ฟลาโวนส์ (Flavones) – เป็นสารประกอบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ

     นอกจากนี้ ROC ยังสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเมลานิน ส่งผลให้ ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ ช่วยลดการอักเสบของผิว รวมถึง ลดรอยแดงที่เกิดจากแสงแดด ได้อีกด้วย

การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ สารสกัดจากส้มแดง (Citrus Sinensis Extract) ใน Red Orange Complex® (ROC)
     จากการศึกษาที่ทำบนผิวบริเวณมือของอาสาสมัคร ทั้งบริเวณที่ไม่มีจุดด่างดำและบริเวณที่มีจุดด่างดำจากแสงแดด ได้พบว่า กลุ่มที่รับประทาน ROC ขนาด 100 มก./วัน มี ค่าดัชนีเมลานิน (Melanin Index) ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน ROC อย่างมีนัยสำคัญ

     นอกจากนี้ อาสาสมัครที่รับประทาน ROC ยังมีค่าดัชนีเมลานินในบริเวณจุดด่างดำจากแสงแดดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน ROC อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ ROC ในการช่วยลดการผลิตเม็ดสีเมลานินในผิว

      สิ่งที่สำคัญในหน้าร้อน คือ ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นระยะเวลานาน หรือหากมีความจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ควรใช้ครีมกันแดดทาบริเวณใบหน้า ลำคอ และผิวบริเวณที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม สวมใส่เสื้อแขนยาว หมวกที่มีปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด นอกจากนี้ควรพิจารณาเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสม กลูตา คอมเพล็กซ์® (Gluta Complex®) และ สารสกัดจากส้มแดง (Citrus Sinensis Extract) ใน Red Orange Complex® (ROC) ก็จะช่วยลดผิวคล้ำเสีย ผิวอักเสบจากแสงแดดได้

References :

1. บทความสุขภาพ สาระสุขภาพ โรคผิวหนัง ในหน้าร้อน ป้องกันได้ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์
https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/604
2. Rashmi Sarkar, Vidya Yadav, Twinkle Yadav, Janaani P, Irena Mandal.
Glutathione as a skin-lightening agent and in melasma: a systematic review, International Journal of Dermatology 2024 October 23
3. Weschawalit S, Thongthip S, Phutrakool P, Asawanonda P.
Glutathione and its antiaging and antimelanogenic effects, Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology Volume 10, 2017
4. Nobile V., Burioli A., Yu S., Zhifeng S., Cestone E., Insolia V., Zaccaria V and Malfa GA.
Photoprotective and Antiaging Effects of a Standardized Red Orange (Citrus sinensis (L.) Osbeck) Extract in Asian and Caucasian Subjects: A Randomized, Double-Blind, Controlled Study. Nutrients. 2022 May 27;14(11):2241.4. Nobile V., Burioli A., Yu S., Zhifeng S., Cestone E., Insolia V., Zaccaria V and Malfa GA. Photoprotective and Antiaging Effects of a Standardized Red Orange (Citrus sinensis (L.) Osbeck) Extract in Asian and Caucasian Subjects: A Randomized, Double-Blind, Controlled Study. Nutrients. 2022 May 27;14(11):2241.
5. Puglia C., Offerta A., Saija A., Trombetta D and Venera C.
Protective effect of red orange extract supplementation against UV-induced skin damages: photoaging and solar lentigines. J Cosmet Dermatol. 2014 Jun;13(2):151-7.

ช่องทางการติดตาม

เลือกทั้งทีต้องดีที่สุด เลือกน้ำมันปลาแซลมอน

Salmon Fish Oil เลือกทั้งที ต้องดีที่สุด
Salmon Fish Oil เลือกทั้งที ต้องดีที่สุด

เลือกทั้งที ต้องดีที่สุด เลือกน้ำมันปลาแซลมอน

      อาหารทะเลเป็นหนึ่งในแหล่งที่ดีที่สุดของสารอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงสารอาหารบางชนิดที่หลายคนขาดในอาหารของพวกเขา งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับประทานปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจลงได้ถึง 36%

      น้ำมันปลาแซลมอนสกัดจากไขมันดีของปลา ซึ่งรู้จักกันในชื่อกรดไขมัน โอเมก้า-3 การรับประทานน้ำมันปลาแซลมอนเป็นวิธีที่ดีในการได้รับสารอาหารที่จำเป็นนี้ หากคุณไม่ได้กินปลาเป็นประจำ หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาโดยสิ้นเชิง

ข้อมูลทางโภชนาการ
น้ำมันปลาแซลมอน 1 ช้อนชา ให้พลังงานและสารอาหารดังนี้ :

o แคลอรี่ : 41
o โปรตีน : 0 กรัม
o ไขมัน : 5 กรัม
o คาร์โบไฮเดรต : 0 กรัม
o ไฟเบอร์ : 0 กรัม
o น้ำตาล : 0 กรัม

      น้ำมันปลาแซลมอนเป็นแหล่งที่ดีของ โอเมก้า-3 ทั้งสามประเภท ได้แก่ DHA EPA และ DPA ซึ่งพบได้มากในอาหารทะเลเท่านั้น กรดไขมันโอเมก้า-3 เหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพของข้อต่อและสมองได้

ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันปลาแซลมอน
      หลายคนไม่ได้รับปริมาณโอเมก้า-3 ที่เพียงพอ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น โรคหัวใจ, โรคอารมณ์แปรปรวน, โรคข้ออักเสบ และมะเร็งบางชนิด การเพิ่มน้ำมันปลาแซลมอนในอาหารสามารถช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเพียงพอ และอาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น

1. สุขภาพหัวใจ
      งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลาแซลมอนช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันในเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ น้ำมันปลาแซลมอนยังช่วยเพิ่มระดับ คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ซึ่งช่วยขจัดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่อาจสะสมในหลอดเลือดแดงเมื่อเวลาผ่านไป คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ยังช่วยให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของหัวใจ

2. ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
      โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลาแซลมอนมี คุณสมบัติต้านการอักเสบ ในขณะที่การอักเสบเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อความเครียดและการติดเชื้อ แต่หากเกิดขึ้นในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงของ โรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง, โรคเบาหวาน และโรคข้ออักเสบ การบริโภคอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูงสามารถช่วยลดการอักเสบ และปกป้องร่างกายจากโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบเหล่านี้

3. การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
     งานวิจัยหนึ่งพบว่า โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลาแซลมอนช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และการลำเลียงออกซิเจนในร่างกาย ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการได้รับโอเมก้า-3 จากแหล่งอื่น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่เป็นเพราะ ร่างกายสามารถเปลี่ยนโอเมก้า-3 เป็นไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและยืดหยุ่น

4. สุขภาพสมอง
    น้ำมันปลาแซลมอนเป็นหนึ่งในแหล่ง DHA ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสมอง แม้ว่าการวิจัยจะยังคงดำเนินต่อไป แต่มีหลักฐานแสดงว่า DHA ช่วยซ่อมแซมและบำรุงเซลล์สมอง การได้รับ DHA เพียงพออาจช่วยลดความเสี่ยงของ โรคสมองเสื่อม (Cognitive Decline), อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน

5. สุขภาพดวงตา
   โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลาแซลมอนอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพของดวงตาได้เช่นกัน งานวิจัยหนึ่งพบว่า การเสริมโอเมก้า-3 ช่วยลดความเสี่ยงของโรคตา เช่น ต้อหิน และการสูญเสียการมองเห็นตามวัย

น้ำมันปลาแซลมอน ยังเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของ กรดโดโคซาเพนทาอีโนอิก (DPA)
      นอกจากนี้ในน้ำมันปลาแซลมอน ยังเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของ กรดโดโคซาเพนทาอีโนอิก (DPA) เป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่พบในน้ำมันปลาแซลมอน แม้ว่าการศึกษาที่เกี่ยวกับ DPA จะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโอเมก้า-3 ตัวอื่น ๆ เช่น EPA และ DHA แต่การวิจัยที่เกิดขึ้นใหม่ชี้ให้เห็นว่า DPA อาจมีบทบาทในการลดการอักเสบ DPA มีคุณสมบัติ ต้านการอักเสบที่แข็งแกร่งกว่า EPA และ DHA

DPA เป็นสารตั้งต้นของทั้ง EPA และ DHA ซึ่งหมายความว่าร่างกายสามารถเปลี่ยน DPA เป็นกรดไขมันที่จำเป็นเหล่านี้ตามความต้องการ
DPA ในน้ำมันปลาแซลมอนมีบทบาทสำคัญต่อ สุขภาพหัวใจ, การทำงานของสมอง, การลดการอักเสบ และสุขภาพโดยรวม

      มีรายงานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบริโภค DPA ในระดับสูงสุด (DPA 15 mg) มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดบางประเภท เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคหลอดเลือดสมอง โดยความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม (CVD) มีความเสี่ยงลดลง 29% โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีความเสี่ยงลดลง 46% และโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงลดลง 38%  รวมถึงช่วยลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ โดยมีความเสี่ยงลดลง 23% และลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม(CVD Mortality) ลดลง 32%  แสดงให้เห็นว่า DPA อาจมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด อาจเป็นส่วนสำคัญในการแนะนำด้านโภชนาการสำหรับการป้องกันโรคในประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

      การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา แนะนำให้เลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อให้มั่นใจว่าได้น้ำมันปลาที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อร่างกายจริง

References :

1. WebMD Salmon Oil: Are There Health Benefits?
2. Medically Reviewed by Christine Mikstas, RD, LD on December 31, 2024
https://www.webmd.com/diet/salmon-oil-health-benefits
3. Association of marine PUFAs intakes with cardiovascular disease, all-cause mortality,
and cardiovascular mortality in American adult male patients with dyslipidemia:
the U.S. National Health and Nutrition Examination Survey, 2001 to 2016

ช่องทางการติดตาม

7 ปัญหาผิวในหน้าร้อน พร้อมวิธีรับมือให้อยู่หมัด

7 ปัญหาผิวในหน้าร้อน พร้อมวิธีรับมือให้อยู่หมัด

      หน้าร้อนกลับมาแล้ว! ทุกคนคงตื่นเต้นกับบรรยากาศที่สดใส แต่รู้มั้ยว่าความร้อนและแสงแดดมีผลต่อผิวของเราอย่างมาก เพราะอากาศที่ร้อนทำให้ร่างกายขับเหงื่อเป็นจำนวนมาก ผิวเริ่มแดง รูขุมขนเปิดกว้างเพื่อระบายความร้อน หากผิวอักเสบบ่อยๆ ก็จะมีปัญหาผิวตามมาอีกมากมาย แต่ไม่ต้องกังวลไปมาเตรียมตัวสู้หน้าร้อนนี้กันเลยดีกว่า!

1. รูขุมขนกว้าง
      เนื่องจากอากาศที่ร้อนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น รูขุมขนจึงขยายออกมาเพื่อระบายความร้อนจากร่างกายออกไป และยิ่งในหน้าร้อนที่มีอากาศอบอ้าวทั้งวัน ทำให้รูขุมขนขยายเป็นเวลานานจนกลายเป็นปัญหารูขุมขนกว้างขึ้นได้

วิธีจัดการปัญหารูขุมขนกว้าง
     เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของ คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนและริ้วรอยดูกระชับขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

2. ผิวหมองคล้ำ
      ในหน้าร้อนเราอาจจะต้องเจอกับรังสียูวีเนื่องจากกิจกรรมที่ต้องออกนอกบ้านที่สภาพฟ้ามีความโปร่งกว่าปกติ ทำให้แสงยูวีสามารถเข้ามาสู่ตัวเราได้ง่ายยิ่งขึ้น หลาย ๆ คนจึงมีปัญหาผิวหมองคล้ำในหน้าร้อนได้ง่าย

วิธีแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำในหน้าร้อน
     รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสำคัญ กลูตาไธโอน (Glutathione) ช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวหมองคล้ำจากรังสียูวี ให้ขาวกระจ่างใส เนื่องจากกลูตาไธโอน ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวคล้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวไวต่อแดด ผิวคล้ำเสียสะสม

3. ผิวมัน อุดตันง่าย
      อากาศร้อนๆ แบบนี้ก็ยิ่งทำให้ต่อมไขมันสร้างความมันออกมาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวเหนอะหนะ ทำให้เครื่องสำอางเยิ้ม หลุดเลือนได้ง่าย รวมถึงยังทำให้หน้าหมองเพราะความมันได้อีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาผิวมันในหน้าร้อน
     เลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี สังกะสี (Zinc) เนื่องจากช่วยลดการผลิตน้ำมันบนผิวหนัง จึงอาจช่วยให้หน้ามันน้อยลง นอกจากนี้สังกะสียังมีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียในตัวเองจึงอาจยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสิวได้ และเพราะคุณสมบัติต้านการอักเสบของสังกะสีที่ช่วยลดการอักเสบของสิวและผิวหนัง จึงอาจช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมแดงที่เกิดจากสิวได้ และการที่ผิวผลิตน้ำมันเยอะเนื่องมาจากผิวขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง จึงควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ระหว่างวันด้วย

4. สิวเยอะขึ้นในหน้าร้อน
      อากาศร้อนทำให้ผิวหน้าเรามันได้ง่ายยิ่งขึ้น และส่งผลให้รูขุมขนของเราเกิดการอุดตัน ยิ่งถ้าหากเราใช้เครื่องสำอางหนาแล้วละก็ จะยิ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเราสามารถเกิดสิวได้ง่ายในหน้าร้อน อีกทั้งแดดร้อน ๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้สิวอักเสบ บวม แดง ขึ้นมาได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

วิธีแก้ไขปัญหาสิวในหน้าร้อน
     ไม่ควรใช้มือสกปรกจับหน้าระหว่างวัน หากรู้สึกหน้ามันเกินไป แนะนำให้ใช้กระดาษซับมันซับออกเล็กน้อย รวมถึงเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี สารสกัดจากใบบัวบก (Gotu Kola Extract)สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตัน (หัวขาว, หัวดำ) สิวอักเสบตุ่มนูนแดง และผู้ที่มีรอยแผลเป็นรอยดำรอยแดงจากสิว สำหรับคนที่มีปัญหาสิวฮอร์โมน สิวอักเสบเรื้อรัง สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง รูขุมขนกว้าง หน้ามัน ผิวที่มีริ้วรอย ไม่กระจ่างใส ควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี สารสกัดกีวี (Kiwi Extract)

5. ผิวไหม้จากแดด
      ผิวจะมีอาการแสบร้อน พุพอง หรือที่เรียกว่าอาการผิวเบิร์นไหม้จากแดดนั่นเอง สาเหตุเกิดจากผิวโดนแสงแดดเป็นเวลานานเกินไป จนความร้อนเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังให้มีอาการแสบร้อนระคายเคือง

วิธีแก้ปัญหาผิวไหม้จากแดด
    ควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของ กลูตาไธโอน (Glutathione) และ สารสกัดจากส้มแดง (Citrus Sinensis Extract) ช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวให้ขาวกระจ่างใส ลดการแพ้และอักเสบจากแสงแดด เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวไวต่อแดด หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนังโดยตรง

6. ผิวเป็นผด ผื่นคัน
      สำหรับคนที่มีสภาพผิวแห้ง เมื่อเจอความร้อนเป็นเวลานาน จะทำให้รูขุมขนอักเสบและอุดตันจนเป็นตุ่มเล็ก ๆ อยู่ทั่วใบหน้า และส่วนใหญ่มักจะเกิดบริเวณที่เหงื่อออกเยอะ ๆ เช่น ข้างแก้ม หน้าผาก เป็นต้น

วิธีลดผด ผื่นคันในหน้าร้อน
    ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี สารสกัดจากข้าวสาลีที่ประกอบด้วยสาร Glucosylceramide ช่วยกระตุ้นการผลิตเซราไมด์ให้ผิวตามธรรมชาติ เนื่องจากโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มีสาเหตุมาจากการที่มีเซราไมด์ในผิวน้อยลง จนสูญเสียความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ผิวจึงไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ผิวสูญเสียน้ำมากขึ้น (TEWL มากขึ้น) จึงถูกกระตุ้นจากสิ่งรอบตัวให้อักเสบ ผื่น คัน ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไรฝุ่น อากาศที่ร้อนเกินไป หรือสารที่ก่อให้การระคายเคืองต่าง ๆ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ผิวหนังโดยตรง

7. ผิวแห้ง ขาดน้ำ
      อากาศร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกไปเยอะ รวมถึงบางคนดื่มน้ำน้อยก็ยิ่งขึ้นให้ผิวมีอาการขาดน้ำ โดยจะสังเกตได้ว่า เริ่มแต่งหน้าไม่ค่อยติด ผิวเริ่มหมองคล้ำ และไม่เด้งฟูเหมือนก่อน

วิธีจัดการผิวขาดน้ำในหน้าร้อน
   เริ่มจากภายในโดยการดื่มน้ำเยอะ ๆ ในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักของเรา รวมถึงเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น สารสกัดจากข้าวสาลีที่ประกอบด้วยสาร Glucosylceramide สามารถเปลี่ยนเป็นเซราไมด์ในชั้นผิว ทำให้เซราไมด์ในชั้นผิวหนังมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เสริมเกราะชั้นผิวให้แข็งแรง เพื่อให้ผิวสามารถกับเก็บน้ำได้ยาวนาน คงความซุ่มซื้นแก่ผิวได้

References :

1. Sephora TIPS & TRICKS 7 ปัญหาผิวในหน้าร้อน พร้อมวิธีรับมือให้อยู่หมัด
2. POBPAD Zinc แร่ธาตุกับประโยชน์ต่อสุขภาพรอบด้าน

ช่องทางการติดตาม

ภูมิแพ้ วิตามินซีและเควอเซทิน ช่วยได้

ภูมิแพ้ วิตามินซีและเควอเซทิน ช่วยได้
ภูมิแพ้ วิตามินซีและเควอเซทิน ช่วยได้

ภูมิแพ้ วิตามินซีและเควอเซทิน ช่วยได้

      ในช่วงที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละออง PM 2.5 อาจกระตุ้นโรคภูมิแพ้ของหลายๆคน ซึ่งโรคภูมิแพ้ เป็นโรคยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันป่วยกัน สาเหตุมาจากมลภาวะที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการรักษาและการป้องกันมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การทานยา หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอาการ ออกกำลังกาย

รู้จักโรคภูมิแพ้
      โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่มีอาการแสดงได้หลายระบบ เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการสร้างภูมิที่ไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารขึ้นที่เนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะ จนเกิดเป็นอาการต่างๆ ออกมา ซึ่งอาการที่เกิดก็จะแตกต่างกัน ตามระดับความแพ้ อย่างลมพิษที่ผิวหนัง คัดจมูก คันตา เจ็บคอ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

      สำหรับสาเหตุนั้นมีหลายสาเหตุ แต่สารก่อภูมิแพ้ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นเรื้อรัง ได้แก่ ฝุ่นละออง ละอองเกสร ควันบุหรี่ มลภาวะจากการจราจร การอยู่แต่ในห้องแอร์อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ขนสัตว์เลี้ยง รวมถึงกรรมพันธุ์

วิตามินซีมีประสิทธิภาพต่อโรคภูมิแพ้มากแค่ไหน?
      มีวิตามินซีมีประสิทธิภาพต่อโรคภูมิแพ้มากแค่ไหน?
มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าวิตามินซี หรือที่รู้จักกันในชื่อกรดแอสคอร์บิก อาจช่วยบรรเทาโรคภูมิแพ้ได้ วิตามินซีทำหน้าที่เป็นสารต้านฮิสตามีนตามธรรมชาติและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าวิตามินซีอาจช่วยลดการอักเสบ อาการบวม และอาการที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ อาการแพ้เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณตอบสนองต่อสารแปลกปลอมที่เรียกว่าสารก่อภูมิแพ้

      สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ ละอองเกสร ขนสัตว์ และโปรตีนในอาหารบางชนิด เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า “มาสต์เซลล์” (mast cells) จะถูกกระตุ้นและปล่อยฮิสตามีนออกมาเพื่อต่อต้านสารก่อภูมิแพ้

ฮิสตามีนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ต่อไปนี้
✅ น้ำมูกไหล
✅ จาม
✅ ตาแดง น้ำตาไหล
✅ อาการคัน
✅ ผื่น
✅ โรคหืด
✅ อาเจียนหรือท้องเสีย
✅ อาการบวม
✅ ภาวะภูมิแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยทำให้เกิดอาการบวมในทางเดินหายใจ 

      สำหรับโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาลหรือโรคภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมที่ไม่รุนแรง ยาต้านฮิสตามีนสามารถช่วยบล็อกฮิสตามีนและบรรเทาอาการได้ แต่ยาประเภทนี้อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ วิตามินซีทำงานแตกต่างจากยาต้านฮิสตามีน โดยช่วยลดปริมาณฮิสตามีนที่ร่างกายผลิตขึ้นแทนที่จะบล็อกตัวรับฮิสตามีน งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าระดับฮิสตามีนอาจลดลงประมาณ 38% หลังจากรับประทานวิตามินซี 2 กรัม

วิตามินซีช่วยบรรเทาโรคภูมิแพ้ชนิดใดได้บ้าง?
      วิตามินซีดูเหมือนจะช่วยลดอาการทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากการแพ้ตามฤดูกาลหรือการแพ้สิ่งแวดล้อมได้ สารก่อภูมิแพ้ทั่วไป ได้แก่ ละอองเกสร เชื้อรา ฝุ่น และขนสัตว์ สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้กระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ในจมูกหรือไซนัส ส่งผลให้เกิดอาการจมูกไหล จาม คัดจมูก และตาแดงน้ำตาไหล หรือที่เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) นอกจากนี้ สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ยังสามารถกระตุ้นปฏิกิริยาในปอด ทำให้เกิดโรคหืดได้

      คุณสมบัติต้านฮิสตามีนของวิตามินซีอาจช่วยลดอาการโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืดได้ เนื่องจากเส้นเลือดในระบบทางเดินหายใจมีเซลล์มาสต์ (mast cells) อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตฮิสตามีน

นอกจากนี้งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่าวิตามินซีมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยปกป้องการทำงานของปอด โดยป้องกันเซลล์ในปอดจากความเสียหายจากออกซิเดชัน

วิตามินซีธรรมชาติจาก Acerola Cherry ดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์อย่างไร

มีไบโอฟลาโวนอยด์
o ไบโอฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย
o ป้องกันการสลายตัวของวิตามินซีในร่างกาย ทำให้วิตามินซีอยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น

มีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ
o ใน Acerola Cherry นอกจากจะมีวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ อยู่ด้วย ซึ่งเป็นผลดีในเรื่องส่งเสริมการดูดซึมและเสริมประสิทธิภาพกัน ซึ่งต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ที่อยู่ในรูปแบบเดี่ยว ซึ่งอาจถูกขับออกทางปัสสาวะได้เร็วขึ้

ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
o วิตามินซีจาก Acerola Cherry มีความเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารเหมือนวิตามินซีสังเคราะห์ที่มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ Acerola Cherry ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidants) อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น

ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids)
o ทำงานร่วมกับวิตามินซีเพื่อเสริมการต้านอนุมูลอิสระ
o ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของเซลล์ ลดการอักเสบ

แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
o เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระ

แอนโธไซยานิน (Anthocyanins)
o มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)
o ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าและป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำ

      สำหรับอาการโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมักแนะนำให้รับประทานวิตามินซี 2,000 มก. ต่อวัน

      อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Thai RDI) สำหรับวิตามินซีคือ 100 มก. เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินซีไว้ได้ จึงมีความเสี่ยงต่อพิษจากวิตามินซีต่ำ ร่างกายจะขับวิตามินซีส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้การรับประทานในปริมาณที่สูงค่อนข้างปลอดภัย ควรเริ่มจากปริมาณต่ำ ค่อยๆ เพิ่ม หรือแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อยหลายครั้ง 

มาทำความรู้จักเควอเซทิน (Quercetin)

      เควอเซทินเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มรงควัตถุจากพืชที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ผลไม้ ดอกไม้ และผักมีสีสันต่างๆ ฟลาโวนอยด์ เช่น เควอซิทิน ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) โดยช่วยกำจัดอนุภาคที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ (Free Radicals) ซึ่งสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ รบกวน DNA และอาจทำให้เซลล์ตายได้ สารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดหรือป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้ ในการทดลองในหลอดทดลอง (In vitro) เควอซิทินมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

      จากการทดลองในหลอดทดลอง (In vitro) เควอซิทินสามารถยับยั้งไม่ให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงคาดว่าเควอซิทินอาจช่วยลดอาการแพ้ เช่น น้ำมูกไหล น้ำตาไหล ลมพิษ และอาการบวมของใบหน้าและริมฝีปาก

      มีการศึกษาเป็นการทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก และดำเนินการในลักษณะปกปิดสองทาง โดยมีอาสาสมัครจำนวน 66 คน (อายุ 22-78 ปี) ที่มีอาการแพ้ละอองเกสร อาสาสมัครได้รับผลิตภัณฑ์ทดสอบ (เควอซิทิน 200 มก.) หรือผลิตภัณฑ์ควบคุม (ยาหลอก) ทุกวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีการประเมินคะแนนจากแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของโรคจมูกอักเสบและเยื่อบุตาอักเสบของญี่ปุ่น (JRQLQ) และการทดสอบอื่นๆ ก่อนและหลังการรับประทานผลิตภัณฑ์

      ผลการศึกษาหลังจากเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไป 1-4 สัปดาห์ คะแนน JRQLQ หลายรายการที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้ เช่น อาการคันตา จาม น้ำมูกไหล และปัญหาการนอนหลับ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้รับเควอซิทินเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ คุณภาพชีวิตของอาสาสมัครยังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามแบบสอบถามต้นฉบับและมาตรวัดแบบ Visual Analog Scale (VAS) โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงเกิดขึ้นตลอดการศึกษา ผลการศึกษาระบุว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีเควอซิทินอาจช่วยลดอาการแพ้บางประการที่เกิดจากโรคแพ้ละอองเกสรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Spectra และ Vitamin D3 เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

Spectra เป็นสารสกัดจากผัก ผลไม้ 24 ชนิด ที่รวมสารต้านอนุมูลอิสระและไฟโต     นิวเทรียนท์ที่สำคัญ ช่วยลดภาวะอ็อกซิเดชัน (Oxidative Stress) และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

คุณสมบัติของ Spectra ในการเสริมภูมิคุ้มกัน
o เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด เช่น แอนโธไซยานิน (Anthocyanins), โพลีฟีนอล (Polyphenols), แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) จึงช่วยป้องกันความเสียหายของภูมิคุ้มกันจากอนุมูลอิสระ
o ช่วยลดการอักเสบ (Anti-inflammatory) ซึ่งเป็นสาเหตุของระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ
o กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยต่อสู้กับไวรัสและแบคทีเรีย

วิตามิน D3 กับภูมิคุ้มกัน

วิตามิน D3 มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
o เพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นการทำงานของ T-cells และ macrophages ซึ่งช่วยกำจัดเชื้อโรคและเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส
o ลดการอักเสบที่เป็นสาเหตุของภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

References :

1. 6 กลุ่มอาหารช่วยต้านโรคภูมิแพ้ ข้อมูลสุขภาพโรงพยาบาลวิภาวดี
https://www.vibhavadi.com/th/blogs/6-groups-of-foods-that-help-prevent-allergies
2. Vitamin C for Allergies: Effectiveness, Uses, and Precautions
Medically reviewed by Adrienne Seitz, MS, RD, LDN, Nutrition — Written by Anne Danahy, MS, RDN on March 2, 2021
https://www.healthline.com/nutrition/vitamin-c-for-allergies
3. Mount Sinai Health Library: Quercetin
https://www.mountsinai.org/health-library/supplement/quercetin
4. Yamada S, Shirai M, Inaba Y, Takara T. Effects of repeated oral intake of a quercetin-containing supplement on allergic reaction: a randomized, placebo-controlled, double-blind parallel-group study. Eur Rev Med Pharmacol Sci. 2022 Jun;26(12):4331-4345.
doi: 10.26355/eurrev_202206_29072. PMID: 35776034

ช่องทางการติดตาม

รู้หรือไม่ ? ระบบย่อยดี ส่งผลต่อผิวพรรณ

ระบบย่อยดีส่งผลต่อผิวพรรณ
ระบบย่อยดีส่งผลต่อผิวพรรณ

รู้หรือไม่ ? ระบบย่อยดีช่วยส่งผลต่อผิวพรรณ

      อาหารหรืออาหารเสริมที่เราทาน สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวของเราได้มากเพียงใด ซึ่งนำไปสู่การสำรวจว่าพรีไบโอติกและโปรไบโอติกมีผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างไร และช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ได้ดีขึ้น จึงเป็นการเปิดประตูสู่แกนเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวหนัง (Gut-skin Axis) ซึ่งอาจส่งผลต่อปัญหาผิวที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคด่างขาว (Vitiligo) และสิว (Acne)

ทำไมไมโครไบโอม (Microbiome) ถึงมีความสำคัญ?
      จุลินทรีย์จำนวนมากอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ รวมถึงแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว กิจกรรมและองค์ประกอบของจุลินทรีย์เหล่านี้ (ซึ่งเรียกรวมกันว่า ไมโครไบโอตาในลำไส้ ไมโครไบโอม หรือจุลินทรีย์ในลำไส้) สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ ความสมดุลของไมโครไบโอมบนผิวหนังและในลำไส้เป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญ ซึ่งช่วยปกป้องเราจากเชื้อโรคที่ไม่พึงประสงค์ สมดุลที่ดีช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลดปล่อยพลังงานและวิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพของร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องอยู่ร่วมกับไมโครไบโอมอย่างสมดุล จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพผิวของเรา อย่างไรก็ตาม ร่างกายต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกในแต่ละวัน ซึ่งอาจรบกวนสภาวะที่สมดุลและเหมาะสมต่อสุขภาพได้ เช่น อาหารแปรรูป ยาปฏิชีวนะ ความเครียด การติดเชื้อ โรคมะเร็ง เชื้อโรคจากภายนอก และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้อย่างมาก

      ความสัมพันธ์ระหว่างความสมดุลของไมโครไบโอมกับสุขภาพผิวถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Arck et al. ในปี 2016 งานวิจัยและบทวิเคราะห์ล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าง แกนลำไส้-สมอง-ผิวหนัง (Gut-brain-skin Axis) และบทบาทสำคัญของความสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ต่อการรักษาสุขภาพและภูมิคุ้มกันโดยรวม

      ท้ายที่สุด เรากำลังค้นพบว่า ไมโครไบโอมในลำไส้ที่สมดุลมีความสำคัญเพียงใด และความไม่สมดุลอาจเพิ่มความเสี่ยงของปฏิกิริยาการอักเสบ ซึ่งสามารถทำให้ สิว สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ และแม้แต่ภาวะด่างขาว (Vitiligo) แย่ลง นอกจากนี้ หากมีการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่สมดุลอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะ ลำไส้รั่ว (Leaky Gut Syndrome) ซึ่งทำให้ผนังลำไส้อ่อนแอลง และเชื่อมโยงกับโรค หอบหืดและโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) ได้

เราจะบำรุงไมโครไบโอม (Microbiome) ในลำไส้ของเราได้อย่างไร?
      การเพิ่มพรีไบโอติก (Prebiotic) และโปรไบโอติก (Probiotic) สามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมของจุลินทรีย์ในลำไส้ให้มีความสมดุลมากขึ้น เมื่อเราแยกแยะประโยชน์ของแต่ละประเภท เราจะเข้าใจได้ว่าการรับประทาน ทั้งพรีไบโอติกและโปรไบโอติก ร่วมกันให้ผลดีมากกว่าการเลือกทานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

    1. พรีไบโอติก (Prebiotics)
            กระบวนการหมักในลำไส้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่ง พรีไบโอติก ทำหน้าที่เป็นแหล่งคาร์บอนหลักในการเผาผลาญ และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli

      โดยรวมแล้ว ใยอาหารพรีไบโอติก มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ได้แก่
      ✅ ปรับปรุงความสามารถของเยื่อบุลำไส้ในการดูดซึมสารอาหาร
      ✅ ลดจำนวนแบคทีเรียก่อโรคและลดความเสี่ยงของอาการแพ้
      ✅ เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม
      ✅ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

            ตัวอย่างของพรีไบโอติก ได้แก่ เส้นใยพืชพิเศษที่ไม่สามารถย่อยได้ เช่น สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina), ฟรุกแทน (Fructans), กาแลคโตโอลิโกแซคคาไรด์ (Galactooligosaccharides), เพคติน (Pectin), แป้งทนการย่อย (Resistant Starch), และแรมโนส (Rhamnose) พรีไบโอติกเหล่านี้สามารถพบได้ตามธรรมชาติในอาหารหลายชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง, หัวบีทรูท, กระเทียม, หอมหัวใหญ่, มะเขือเทศ, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวไรย์, ถั่วเหลือง, ถั่วลันเตา, ถั่วต่าง ๆ, กล้วย, น้ำผึ้ง, นมแม่, นมวัว และล่าสุดพบในสาหร่ายทะเลและจุลสาหร่าย (Microalgae) บางชนิด

            งานวิจัยล่าสุดพบว่า การบริโภคจุลสาหร่ายสามารถ ปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่ทรงพลัง โดยทั่วไปแล้ว พรีไบโอติกมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์และถือว่ามีความปลอดภัยสูง

    2. โปรไบโอติก (Probiotics)
            โปรไบโอติก คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นที่รู้จักกันดีในด้าน การส่งเสริมสุขภาพของระบบย่อยอาหาร หน้าที่หลักของโปรไบโอติกคือช่วย “เติมเต็ม” แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งอาจถูกทำลายจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ ความเครียด และการอักเสบ

      แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติก ได้แก่
      🍦 โยเกิร์ต
      🍵 คอมบูชะ (Kombucha)
      🥒 แตงกวาดอง (Pickles)
      🍜 มิโซะ (Miso)

            ปัจจุบันโปรไบโอติกมีอยู่ในรูปแบบ อาหารเสริม อย่างแพร่หลาย แต่เนื่องจากมีหลายสายพันธุ์ อาจทำให้ผู้บริโภคสับสน เพราะ โปรไบโอติกบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี การเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับแต่ละภาวะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และควรได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพผ่านการทดลองทางคลินิก

      สายพันธุ์โปรไบโอติกที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
      ✅ Lactobacillus และ Bifidobacterium ซึ่งเป็นจุลินทรีย์หลักที่พบได้ทั่วไป
      ✅ สายพันธุ์เฉพาะสำหรับรักษาสิว เช่น Lactobacillus Rhamnosus SP1
      ✅ จุลินทรีย์ในกลุ่มหลักทั้ง 7 สายพันธุ์ ได้แก่ Saccharomyces, Streptococcus, Enterococcus, Escherichia, Bacillus

      ประโยชน์ของโปรไบโอติก
      🔹 ช่วยย่อยอาหารและต้านเชื้อโรค
      🔹 งานวิจัยทางคลินิกพบว่า โปรไบโอติกสามารถช่วยป้องกันอาการแพ้ในเด็ก และลดความเสี่ยงของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

โปรไบโอติก vs. พรีไบโอติก ต่างกันอย่างไร?

📌 โปรไบโอติก มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและอาจต้องเก็บรักษาเป็นพิเศษ
📌 พรีไบโอติก เป็นใยอาหารที่เป็นอาหารของโปรไบโอติก

โดยรวมแล้ว โปรไบโอติกถือว่ามีความปลอดภัยสูงเมื่อบริโภคอย่างเหมาะสม

ข้อคิดสุดท้ายเกี่ยวกับไมโครไบโอม
      ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากให้ความสำคัญกับอาหารการกินมากขึ้น เพื่อสนับสนุนสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้อภิปรายเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพลำไส้และสุขภาพผิว งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีสุขภาพผิวที่ดี เนื่องจากช่วยปรับสมดุลของกระบวนการเผาผลาญและระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบจุลินทรีย์ในลำไส้อาจเกี่ยวข้องกับ การกระตุ้นให้โรคผิวหนังอักเสบ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) และโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) รุนแรงขึ้น

      การรับประทานพรีไบโอติกและโปรไบโอติกเป็นประจำ สามารถช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของจุลินทรีย์ในลำไส้ให้มีความสมดุล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของ สุขภาพผิวที่ดีในระยะยาว

References :

1. Renata Block, Gut Health and Its Impact on the Skin, Dermatologytimes, April 11, 2023.
https://www.dermatologytimes.com/view/gut-health-and-its-impact-on-the-skin

ช่องทางการติดตาม

ทำงานหนัก อย่าปล่อยให้ความเครียดทำร้ายร่างกาย! วิตามินบีช่วยได้มากกว่าที่คุณคิด!

Vitamin B-Banner
Vitamin B-Banner

ทำงานหนัก อย่าปล่อยให้ความเครียดทำร้ายร่างกาย!
วิตามินบีช่วยได้มากกว่าที่คุณคิด!

      แรงกดดันในชีวิตประจำวันส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าความเครียดโดยความเครียดเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ความเครียด ถือได้ว่าเป็นภาวะที่ต้องให้ความใส่ใจเพราะไม่ได้เห็นได้ชัดเจนเหมือนอาการบาดเจ็บภายนอกร่างกาย จึงทำให้มีวิธีป้องกันและดูแลการรักษาซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นควรมาทำความรู้จักกับความเครียดให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาให้ถูกวิธี

ความเครียดเกิดจากอะไร
      เป็นภาวะที่ร่างกายเกิดการปรับตัวไม่ได้โดยจะเกิดขึ้นหลังจากเจอกับความขัดแย้งหรือมีสิ่งที่มากระทบกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน สาเหตุของความเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน ปัญหาครอบครัว

ปัจจัยที่ทำให้เกิด ความเครียด ความเครียดสามารถแบ่งปัจจัยในการเกิดได้ทั้งหมด 2 ปัจจัยใหญ่ ๆ คือ

    1. ปัจจัยภายใน เกิดจากความรู้สึกภายในร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างการมีโรคประจำตัว เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวช ผู้ที่มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจมาเป็นเวลานาน หรือบุคลิกภาพบางอย่างเช่น มีความวิตกกังวลมาก
    1. ปัจจัยภายนอก เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัว แบ่งออกได้ 4 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้
      • การทำงาน เกิดความกดดันในการทำงานที่มาจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน การแข่งขันในการทำงานที่สูงทั้งในเรื่องเวลาที่เร่งรีบ การเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงแนวทางในการปฏิบัติงานที่ไม่เหมาะกับตัวบุคคล
      • ความสัมพันธ์ ความเครียดจากความสัมพันธ์ในที่นี้เป็นความสัมพันธ์ทั้งคนรัก คู่ชีวิต และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆ แต่เรื้อรังกันมานานหรือเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถหาทางออกได้ รวมถึงความกดดันในเรื่องการเงินในครอบครัว ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ความแตกแยกของความสัมพันธ์ได้
      • ปัญหาสุขภาพ ความเครียดที่เกิดจากโรคประจำตัวที่รักษาไม่หายหรือรักษามานานแล้วไม่ดีขึ้น ทำให้เกิดความวิตกกังวลและคิดมาก อาการต่างๆที่รบกวนชีวิตประจำวัน รวมถึงอาการที่นอนไม่หลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาต่อเนื่องได้
      • การเปลี่ยนแปลงในชีวิต เกิดจากการเจอเหตุการณ์ในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือไม่ทันได้ตั้งตัว เช่น โดนไล่ออกจากงาน คนในครอบครัวเจ็บป่วย คนในครอบครัวหรือคนรักเสียชีวิต ส่งผลให้เกิดความเครียดมากขึ้นได้เช่นกัน

ความเครียดจากการทำงาน เกิดขึ้นจากอะไร
ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด เกิดจากวิธีการทำงานบางรูปแบบ ดังนี้

      • กดดันตัวเอง
      • งานที่ออกมาต้องดีที่สุด
      • ทำงานทั้งวันทั้งคืน

วิธีการแก้ไขปัญหา คือ

      • แบ่งเวลาการทำงานให้ดี โดยการแบ่งเวลาในการทำงาน และเวลาในการพักผ่อนให้เหมาะสม

      • จัดลำดับการทำงานให้เป็นสัดส่วน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน และเป็นลำดับขั้นตอน และวางความคาดหวังให้สมดุลระหว่างเวลาและปริมาณงาน

      • รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง เพื่อช่วยให้จัดการแก้ไขอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถนำไปแก้ไขปัญหาในเรื่องการทำงานได้อีกด้วย

ผลกระทบที่เกิดจาก ความเครียด

      • ด้านร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน โรคกระเพาะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ทำให้เกิดปัญหาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อได้ง่าย

      • ด้านจิตใจและอารมณ์ ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน อารมณ์ร้าย หรือมีอาการซึมเศร้า โดยในจิตใจเต็มไปด้วยความวิตกกังวล หดหู่ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย รวมไปถึงความรู้สึกขาดความภูมิใจในตนเอง ขาดสมาธิ

      • ด้านพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ร้องไห้ง่าย ไม่อยากทำอะไร ขาดความอดทน เบื่อง่าย ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง เริ่มปลีกตัวจากสังคม ไม่ดูแลตัวเอง บางคนอาจใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้อื่น โดยหากเกิดอาการเหล่านี้หลายคนจะใช้วิธีระบายความเครียดด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ยานอนหลับ หรือใช้สารเสพติด ซึ่งส่งผลให้สุขภาพแย่ลงในระยะยาวได้ด้วยเช่นกัน

วิธีการรักษาอาการที่เกิดจาก ความเครียด

    1. ปรับเปลี่ยนความคิด ปล่อยวางในเรื่องที่ต้องเจอ ให้รู้ตัวว่าคิดว่าเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ จากนั้นให้กลับมามีสมาธิอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าก่อน
    2. ดูแลรักษาสุขภาพ
      •  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที ทำให้ช่วยบรรเทาอาการเครียดสะสมได้

      •  หลีกเลี่ยงสารเสพติด การเสพสิ่งเสพติดในขณะที่เกิดความเครียด อาจจะช่วยบรรเทาได้ช่วงขณะหนึ่ง แต่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เช่น เหล้า บุหรี่ หรือสารเสพติดอื่น ๆ เช่น ยาบ้า กัญชา

      •  นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เหมาะสมกับที่ร่างกายต้องการ ทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียดและอารมณ์แจ่มใสขึ้น

      •  รับประทานอาหารมีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์นอกจากจะช่วยทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเสริมให้สภาพจิตใจดีขึ้นด้วย

วิตามินบีรวม วิตามินอื่นๆและแร่ธาตุ ช่วยลดความเครียดด้วยหรอ
      วิตามินที่กินแล้วช่วยให้อารมณ์ดี ลดความเครียดได้ก็คือ วิตามินกลุ่มแอนติออกซิแดนต์ทุกตัว เริ่มตั้งแต่วิตามินเอ บี 1-3-5-6-12 ซี อี ส่วนสารอาหารที่มีคุณสมบัตินี้ ได้แก่ กรดแอมิโนจำเป็นชนิดทริปโตเฟน กรดโฟลิกหรือโฟเลต ภาพรวมก็จะคล้ายๆกับวิตามินที่ช่วยฟื้นฟูการนอนน้อย

วิตามินและแร่ธาตุที่โดดเด่น ได้แก่

      • วิตามินบีรวม ได้แก่ วิตามินบี 1-3-5-6-12 แต่ละชนิดมีคุณสมบัติเด่นดังนี้
        วิตามินบี 1 (Thiamine) ช่วยให้สารสื่อประสาทเซโรโทนินหลั่งออกมาเร็วขึ้น บรรเทาอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล
        วิตามินบี 3 (Nicotinamide) มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อประสาท ช่วยให้ระบบประสาททำงานปกติ
        วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) ช่วยบรรเทาความเครียด
        วิตามินบี 6 (Pyridoxine) ช่วยสร้างสารต้านการซึมเศร้าในร่างกาย
        วิตามินบี 12 (Cobalamin) ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด เพิ่มสมาธิ และช่วยบำรุงระบบประสาท

      • วิตามินซี จัดเป็นทหารต่อสู้ความเครียดที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะขณะที่เกิดความเครียด เจ็บป่วย ต่อมหมวกไตจะมีการใช้วิตามินซีในการปรับสมดุลร่างกายมากขึ้น ยิ่งมีความเครียดมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งต้องการวิตามินซีมาเสริมทัพมากขึ้นเท่านั้น เพื่อรับมือกับอันตรายที่มีผลจากกลุ่มฮอร์โมนความเครียด

      • วิตามินอี หรือ โทโคฟีรอล (Tocopherol) ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินเอด้วย เมื่อสมองได้รับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเวลาเครียดประสิทธิภาพในการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) จะลดลง การควบคุมอารมณ์และการแสดงออกทางอารมณ์จึงทำได้ไม่ดี มีทั้งโกรธ โมโห ฉุนเฉียว
      • สังกะสี (Zinc) ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาทและกระบวนการทำงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยบำรุงเอนไซม์และเซลล์ต่างๆ ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ
      • โฟเลต (Folate) หรือ กรดโฟลิก (folic Acid) หรือ โฟเลซิน (Folacin) เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ช่วยลดอาการซึมเศร้า และช่วยผ่อนคลายได้

References :

1. Rama Channel รู้ทันความเครียดก่อนจะสายเกินแก้
กรมสุขภาพจิต คัมภีร์การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเพื่อสุขภาพคนวัยทำงาน นอนน้อย เครียด และติดหวาน (ตอนที่ 4

ช่องทางการติดตาม

อาการขี้ลืมบ่อยหรือสมองไม่สดชื่น วิตามินบีรวมช่วยได้

อาการขี้ลืมบ่อยวิตามินบีช่วยได้
อาการขี้ลืมบ่อยวิตามินบีช่วยได้

อาการขี้ลืมบ่อยหรือสมองไม่สดชื่น วิตามินบีรวมช่วยได้

      ขี้ลืม เป็นอาการทั่วไปที่พบได้ในคนทุกช่วงวัย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยก็อาจทำให้หงุดหงิดรำคาญใจได้ ส่วนใหญ่แล้วอาการขี้หลงขี้ลืมอาจไม่ใช่อาการของโรคทางสมองเสมอไป บางครั้งสามารถเกิดได้จากสาเหตุทั่วไปที่หลายคนไม่รู้มาก่อน อย่างเช่น

      • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
      • อารมณ์และความรู้สึกด้านลบ อย่างความเครียด ความรู้สึกวิตกกังวล ความเศร้า
      • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
      • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยานอนหลับ, ยาแก้แพ้และยาแก้หวัด, ยาคลายเครียด, ยาต้านเศร้า
      • อายุที่เพิ่มขึ้น
      • การขาดวิตามินบี

      มีการศึกษาวิจัยแบบการทบทวนอย่างเป็นระบบ (systematic review) และการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) เพื่อศึกษาว่าการเสริมวิตามินบีสามารถลดความเสี่ยงของการทํางานของสมองเสื่อมถอยลง (cognitive decline) และภาวะสมองเสื่อม (incident dementia)ได้หรือไม่ การวิเคราะห์อภิมานนี้ได้รวมการศึกษา 95 ฉบับ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 46,175 คน

      การวิเคราะห์อภิมานนี้ชี้ให้เห็นว่าการเสริมวิตามินบีมีความสัมพันธ์กับการชะลอความเสื่อมถอยของสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่ได้รับการเสริมวิตามินบีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและมีระยะเวลาการเสริมที่ยาวนาน นอกจากนี้ การศึกษายังระบุว่าการบริโภคโฟเลตจากอาหารในปริมาณสูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อม ด้วยอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศที่มีประชากรสูงอายุ นโยบายสาธารณสุขควรได้รับการพัฒนาเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงได้รับสถานะวิตามินบีที่เพียงพอ

      วิตามินบีเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายและระบบประสาท โดยจัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้ดีและมักไม่สะสมภายในร่างกาย คนเราจึงจำเป็นต้องได้วิตามินบีอย่างเพียงพอในทุก ๆ วัน เพื่อสุขภาพที่ดี ในปัจจุบันมีการนำวิตามินบีชนิดต่าง ๆ มารวมอยู่ในเม็ดเดียวกันหรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นวิตามินบีรวม ซึ่งง่ายต่อการรับประทาน และแต่ละชนิดก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

ในวิตามินบีรวม 1 เม็ดมีอะไรบ้าง ?
วิตามินบีรวมที่พบบ่อยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินบีตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไปเป็นส่วนประกอบ และในบางผลิตภัณฑ์ก็อาจมีส่วนประกอบของวิตามินบีถึง 8 ชนิด ดังนี้

วิตามินบี 1 หรือไธอามีน (Thiamine)
      จะมีหน้าที่ในกระบวนการสร้างพลังงานจากสารอาหารในร่างกาย อีกทั้งอาจช่วยให้สมองและระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น

วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
      ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย สร้างพลังงานให้กับร่างกายจากกระบวนการย่อยอาหาร และอาจช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรน

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin)
      เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนชะลอการเสื่อมของร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย เสริมการทำงานของสมอง

วิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเทนิก (Pantothenic Acid)
      นอกจากจะช่วยในกระบวนการย่อยอาหารแล้ว ยังช่วยในการสร้างและสลายไขมัน เสริมสร้างการผลิตฮอร์โมน รวมทั้งช่วยบำรุงผม เล็บ และผิวให้สุขภาพดีขึ้นด้วย

วิตามินบี 6 หรือไพริดอกซีน (Pyridoxine)
      ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายเสริมสร้างการผลิตเม็ดเลือดแดง อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างสารสื่อประสาทและอาจช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์ให้ดีขึ้น

วิตามินบี 7 หรือไบโอติน (Biotin)
      จัดเป็นสารอาหารสำคัญที่มีส่วนในการบำรุงสุขภาพและร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเล็บ เส้นผม ผิวหนัง ดวงตา และสมอง อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

วิตามินบี 9 หรือ โฟเลท (Folate)
      เป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะโฟเลทมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ คุณแม่ที่ได้รับโฟเลทอย่างเพียงพออาจลดความเสี่ยงของความผิดปกติของทารกในระหว่างตั้งครรภ์ สำหรับคนทั่วไปก็เป็นสารอาหารที่จำเป็นเช่นกัน เพราะช่วยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้นและลดความเหนื่อยล้าจากภาวะโลหิตจาง

วิตามินบี 12 หรือโคบาลามีน (Cobalamin)
      มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ภาวะเลือดจาง ภาวะผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ โรคสมองเสื่อม และภาวะผิดปกติทางอารมณ์ โดยโคบาลามีนนั้นมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งยังทำปฏิกิริยากับสารสื่อประสาทที่มีผลต่ออารมณ์ในทางที่ดีขึ้น จากการศึกษาพบว่าการขาดวิตามินบี 12 อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง อย่างอาการขี้ลืม ปัญหาด้านการเรียนรู้ อาการชาตามกล้ามเนื้อ ไปจนถึงภาวะซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์

      ดังนั้น วิตามินบีรวมจึงถือเป็นการรวมเอาประโยชน์ของสารอาหารเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในแต่ละวัน ส่งผลให้ร่างกายและระบบประสาทและสมองสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

References :

1. Wang Z, Zhu W, Xing Y, Jia J, Tang Y. B vitamins and prevention of cognitive decline and incident dementia: a systematic review and meta-analysis. Nutr Rev. 2022 Mar 10;80(4):931-949. doi: 10.1093/nutrit/nuab057. PMID: 34432056.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34432056/

2. POBPAD วิตามินบีรวม หลากคุณประโยชน์ในหนึ่งเดียว
https://www.pobpad.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0

3. POBPAD ขี้ลืม กับสาเหตุง่าย ๆ ที่หลายคนไม่เคยรู้
https://www.pobpad.com/%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%86-%E0%B8%97

ช่องทางการติดตาม

รู้มั้ย? อันตรายจากแสงสีฟ้า ก็ทำหน้าเหี่ยว แก่เร็วเกินวัย ไม่รู้ตัว!

แสงสีฟ้า_Elastin_Banner
แสงสีฟ้า_Elastin_Banner

รู้มั้ย? อันตรายจากแสงสีฟ้า ก็ทำหน้าเหี่ยว แก่เร็วเกินวัย ไม่รู้ตัว!

รู้มั้ยอันตรายจากแสงสีฟ้าก็ทำหน้าเหี่ยว
แก่เร็วเกินวัย ไม่รู้ตัว!

       ชีวิตติดจอ! ระวังอันตรายจาก “แสงสีฟ้า”   ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน (Smartphone) คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Tablet) หรือแบบตั้งโต๊ะ แทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับมนุษย์ทุกคนไปแล้ว และผลสำรวจบอกว่าใน 1 วัน เฉลี่ยแล้วคนไทยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงกับสิ่งเหล่านี้ เท่ากับว่า 1 ส่วน 4 ของวันเลยทีเดียว เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ชีวิตอยู่กับหน้าจอ

มาทำความรู้จักกับ แสงสีฟ้า (blue light) คืออะไร

       แสงสีฟ้า (blue light) เป็นรังสีความยาวคลื่นที่ตามองเห็นได้ สามารถประกอบกับความยาวคลื่นแสงสีอื่นๆ เกิดเป็นแสงสีขาวที่เราเห็นปกติจากดวงอาทิตย์ นอกจากนี้แสงสีฟ้ายังเกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น จอ LED จอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์มือถือ และแสงไฟนีออนตามบ้านเรือน แสงสีฟ้ามีความยาวคลื่นสั้นในช่วง 415-455 nm ให้พลังงานสูงใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จึงมีอำนาจในการทะลุทะลวงอวัยวะต่างๆ ได้

       แล้วอันตรายของแสงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง อย่างแรกแน่นอนว่ามีผลต่อการเสื่อมสภาพของเซลล์เยื่อชั้นในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ในขณะที่นั่งแชตและบางคนกลางคืนยังนอนแชตในห้องที่แสงน้อย ไม่ได้ทำร้ายแค่สายตาเท่านั้น แต่กลับเป็นตัวทำลายใบหน้าให้หมองคล้ำเนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถกระตุ้นการสร้างเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ นอกจากนั้นทำให้ผิวเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย เพราะแสงสีฟ้าสามารถทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น สูญเสียความยืดหยุ่น หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยก่อนวัย เมื่อรู้แล้วว่าตัวการทำร้ายผิวบอบบางของเรานั้นมีหลากหลายประเภท ฉะนั้นการปกป้องผิวคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ซึ่งวิธีง่ายๆ ก็แค่การรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีมากกว่าการปกป้องรังสียูวีเพียงอย่างเดียว เพราะแค่ค่าเอสพีเอฟ (SPF) ที่สูงอย่างเดียว ไม่สามารถปกป้องผิวได้ 100% แน่นอน

       นอกจากนี้การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ประกอบด้วยคอลลาเจนและอีลาสติน ดูแลได้ทั้งเรื่องของริ้วรอยและความยืดหยุ่นของผิว ปัญหาผิวจากแสงสีฟ้า โดยคอลลาเจนช่วยป้องกัน ลดเลือน และฟื้นฟูการเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น และอีลาสติน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ช่วยให้ผิวตึงกระชับ ลดความหย่อนคล้อยได้อีกด้วย

References :

1. “แสงสีฟ้า” ตัวการทำร้ายผิว โรงพยาบาลราชวิถี
2. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน อันตรายของแสงสีฟ้าต่อสุขภาพดวงตา คณะเภสัชศาตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ช่องทางการติดตาม

ทาอะไรก็แสบ แดง พัง เพราะเกราะป้องกันผิวอ่อนแอหรือเปล่า ?

Ceramosides-Banner
Ceramosides-Banner

ทา อะไรก็แสบ แดง พัง
เพราะ เกราะป้องกันผิวอ่อนแอหรือเปล่า ?

ในช่วงอากาศหนาวเย็น หลายๆ คนอาจประสบปัญหาผิวแห้ง แตก คัน หรือบางคนมีผิวแพ้ง่าย

ก่อนอื่นเรามารู้จักว่าผิวแห้งคืออะไร เกิดจากอะไร และสามารถดูแลได้อย่างไร
       
ผิวแห้ง คือ ผิวหนังที่มีลักษณะแห้งตึง แตก เห็นเป็นร่อง แตกลาย เป็นเกล็ด แดงลอกเป็นขุย อาจมีอาการคันได้ เกิดจากการเสียสมดุลของสารสร้างความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิวหนัง ทำ ให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาน้อยกว่าปกติ และผิวหนังไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ เกิดได้จากสาเหตุทั้งภายใน และภายนอกร่างกาย

    • สาเหตุภายในร่างกาย เกิดจากร่างกายเสียสมดุลของการสร้างไขมันใต้ผิวหนัง ขาดสารที่ทำ ให้ผิวชุ่มชื้น ผิวหนังเสียสมดุลในการกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) สะเก็ดเงิน (Psoriasis) ต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic dermatitis) เป็นต้น หรืออายุที่มากขึ้นร่างกายจะผลิตไขมันใต้ผิวหนังลดลง สูญเสียน้ำ ออกจากผิวมากขึ้น ทำให้ผิวหนังแห้งแตก
    • สาเหตุภายนอกร่างกาย เช่น โรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้หรือระคายเคืองจากการสัมผัสสารต่างๆทำ ให้โครงสร้างชั้นปกป้องผิวหนัง (skin barrier) สูญเสียไป ผิวหนังจึงแห้งแตกลอกได้ หรือสภาพอากาศที่แห้งหนาวเย็นจะดูดความชุ่มชื้นออกจากผิว หรือการอาบน้ำร้อนบ่อยๆ จะชะล้างไขมันที่ผิวหนังรูขุมขนขยายทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย

วิธีการดูแลผิวแห้ง

    1. อาบน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่อาบน้ำร้อน หรือแช่น้ำนาน
    2. เลือกใช้สบู่เหลวที่มีค่า pH ประมาณ 5 ไม่มีน้ำหอม ไม่มีฟอง ไม่มีสารลดแรงตึงผิว
    3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารคงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนาน เช่น ยูเรีย กลีเซอรอล เซราไมด์ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม วิตามินซี AHA BHA เนื่องจากอาจระคายเคืองผิวมากขึ้นได้
    4. ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น โดยทาหลังเช็ดตัวหมาด ๆ ทันที
    5. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 6 – 8 แก้วต่อวัน รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ผักโขม ถั่วเหลือง และวิตามินเอ ซี อี จะทำให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

        นอกจากนี้แล้วการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดจากข้าวสาลีที่ผ่านกระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศส CeramosidesTM ซึ่งประกอบด้วยสาร Glucosylceramide ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเซราไมด์ในชั้นผิว ทำให้เซราไมด์ในชั้นผิวหนังมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และ Niacinamide (Vitamin B3) ที่ช่วยเพิ่มเซราไมด์ในชั้นผิว ลดการสูญเสียน้ำ (TEWL) พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันผิว ให้ผิวดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว สุขภาพดี นอกจากนี้ยังลดอาการผิวแห้ง ผิวอักเสบจากการสูญเสียความชุ่มชื้นที่ผิวได้อีกด้วย ในสารสกัดข้าวสาลียังประกอบด้วยสาร DGDG (Digalactosyl diacylglycerides) ที่ช่วยให้การดูดซึม Glucosylceramide ดีขึ้นและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซราไมด์ในชั้นผิวด้วย ผลิตภัณฑ์นี้จึงช่วยดูแลผิวให้ชุ่มชื้นล้ำลึกได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมหนักๆ และช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอ แพ้ง่าย

มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ Randomized double blind placebo control สำหรับสารสกัดข้าวสาลี CeramosidesTM ในปี 2023

    • ศึกษาในผู้หญิงที่มีผิวแห้งและมีริ้วรอยแห่งวัย จำนวน 72 คน อายุ 30-60 คน (วัดผิวด้วยเครื่อง Corneometer® Value < 50)
    • แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกได้รับยาหลอก (Placebo) กลุ่มที่ 2 ได้รับ CeramosidesTM ในรูปแบบน้ำมัน วันละ 70 มก. กลุ่มที่ 3 ได้รับ CeramosidesTM ในรูปแบบผง วันละ 30 มก.
    • มีผู้เข้าร่วมทดลองที่อยู่ในวัยหลังหมดประจำเดือน (Postmenopausal) กลุ่มละ 10 คน อยู่ในการทดลองทั้ง 3 กลุ่ม
    • รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 112 วัน โดยวัดผลในวันที่ 0, 14, 28, 56 และหลังจากหยุดรับประทานสารสกัดข้าวสาลี ไป 56 วัน

ผลการทดลองในด้านความชุ่มชื้นผิวและการสูญเสียน้ำของผิว (เปรียบเทียบเฉพาะ Placebo และ CeramosidesTM ในรูปแบบน้ำมัน)

    1. วัดความชุ่มชื้นผิวบริเวณแก้ม ด้วยเครื่อง Corneometer® CM 825

        รูปที่ 1 แสดงความชุ่มชื้นผิวที่เพิ่มขึ้นในผู้ที่รับประทาน CeramosidesTM โดยพบว่า

    • ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น 9% ภายใน 14 วัน และเพิ่มขึ้น 12% ภายใน 56 วัน เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก
    • ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น 10% ภายใน 14 วัน และเพิ่มขึ้น 13% ภายใน 56 วัน เมื่อเทียบกับก่อนรับประทาน

2. วัดการสูญเสียน้ำของผิว Trans epidermal water loss (TEWL) บริเวณแก้ม ด้วยเครื่อง Tewameter® TM300

        รูปที่ 2 แสดงการสูญเสียน้ำของผิว Trans epidermal water loss (TEWL) บริเวณแก้มที่ลดลง

    • ผิวมีการสูญเสียน้ำลดลง 8.9% ภายใน 14 วัน และลดลง 14% ภายใน 56 วัน เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก
    • ผิวมีการสูญเสียน้ำลดลง 9.2% ภายใน 14 วัน และลดลง 15% ภายใน 56 วัน เมื่อเทียบกับก่อนรับประทาน

3. แบบประเมินเพื่อให้คะแนนความพึงพอใจในสุขภาพผิวหลังการรับประทาน

        รูปที่ 3 แสดงผลประเมินความพึงพอใจหลังรับประทาน CeramosidesTM 56 วัน พบว่ามากกว่า 80% พึงพอใจในสุขภาพผิว

        หากมีปัญหาผิวแห้งมาก แดงลอก คันแสบ หรือแตกเป็นแผล อาจเป็นโรคผิวหนังอื่นนอกจากผิวแห้งทั่วไป ควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อให้การวินิจฉัยและดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

References :

1. บทความสุขภาพ ผิวแห้ง ปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้นดูแลอย่างไร โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
2. Kern C, Dudonné S and Garcia C. Dietary supplementation with a wheat polar lipid complex improves skin conditions in women with dry skin and mild-to-moderate skin aging. J Cosmet Dermatol. 2023;00:1–11.

ช่องทางการติดตาม

อยากชะลอความแก่? Telomere คือตัวช่วยสำคัญ

อยากชะลอความแก่_ Telomere คือตัวช่วยสำคัญ
อยากชะลอความแก่_ Telomere คือตัวช่วยสำคัญ

อยากชะลอความแก่? Telomere คือตัวช่วยสำคัญ

        ทำไมคนที่อายุเท่ากันแต่ดูไม่เหมือนกัน บางคนดูอ่อนกว่าวัย บางคนดูมีอายุกว่า และนอกจากรูปร่างภายนอกแล้วสุขภาพก็ยังต่างกัน ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดนั่นก็คือ “เทโลเมียร์” (Telomere) นั่นเอง ความยาวของเทโลเมียร์ คือสิ่งที่สามารถชี้วัดได้ว่าสุขภาพดีมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเทโลเมียร์สั้นลงหมายถึงมีการเสื่อมสภาพของเซลล์ เมื่อเซลล์เสื่อมก็จะเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งจะสังเกตุได้จากร่างกาย อวัยวะภายนอก ผิวพรรณ ดังนั้นความสั้นยาวของเทโลเมียร์จึงเปรียบเสมือนกับสิ่งที่บ่งบอกถึงอายุร่างกายที่แท้จริง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ “Telomere” ว่าคืออะไร

        “เทโลเมียร์ (Telomere)”
คือ บริเวณปลายสุดของโครโมโซมหรือส่วนปลายของสาย DNA ทำหน้าที่เป็นเหมือนกันชน เพื่อปกป้องการขาดหายไปของ DNA sequence และไม่ให้ยีนที่อยู่บนโครโมโซมได้รับความเสียหายขณะแบ่งเซลล์ เนื่องจากในทุกครั้งที่ร่างกายแบ่งเซลล์ บริเวณเทโลเมียร์จะสั้นลงเสมอ จนเมื่อเทโลเมียร์สั้นลงถึงระดับหนึ่ง จะทำให้หยุดการแบ่งเซลล์ และเข้าสู่ภาวะเซลล์แก่และตายไปในที่สุด ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าเทโลเมียร์เป็นเหมือนพลาสติกหุ้มปลายเชือกผูกรองเท้า ป้องกันเชือกรองเท้าซึ่งเปรียบได้กับโครโมโซมไม่ให้ขาดหลุดรุ่ยหรือเกิดความเสียหายนั่นเอง

        ความสั้น-ยาวของเทโลเมียร์นี้ไม่ได้บ่งบอกถึงความยืนยาวของอายุขัย แต่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของร่างกาย และมีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าเทโลเมียร์ที่สั้นลงสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม โรคจิตเวช, โรคปอด (COPD), โรคหอบหืด, เกิดความผิดปกติกับไขกระดูกและการผลิตเลือด, โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ นอกจากนี้อายุที่มากขึ้นก็มีผลทำให้ของเทโลเมียร์สั้นลงเร็วขึ้นด้วย

        ยังมีปัจจัยหลักอีก 2 ปัจจัยที่เร่งให้เทโลเมียร์สั้นลงเร็วขึ้น คือ สารอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) และกระบวนการอักเสบ (Inflammatory) การที่ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระในปริมาณสูงเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้โดยตรง ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต เช่น ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มลภาวะ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง รับประทานผักและผลไม้รวมถึงโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวที่เกินค่ามาตรฐาน เป็นต้น

ปัจจัยที่ช่วยชะลอความสั้นลงของเทโลเมียร์

        ปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ ลดความเครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ลดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง หลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ เป็นต้น

สารสกัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล ปี 2009

       Elizabeth H. Blackburn นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันและคณะ ได้รับรางวัลโนเบลทางการแพทย์ จากการค้นพบกลไกการป้องกันโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายเพราะมีเทโลเมียร์อยู่ที่ส่วนปลาย จึงได้ศึกษาและค้นพบเอนไซม์เทโลเมอเรส (Telomerase) ที่ช่วยซ่อมแซมเทโลเมียร์

       ในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาต่อยอดจนค้นพบ สารสกัด 2 ชนิดที่ผลิตด้วยกรรมวิธีเฉพาะจากสารสกัดจากเปลือกองุ่น (Grape skin extract) และสารสกัดจากผลมะกอก (Organic Olive extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารพอลีฟีนอลเข้มข้นสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ได้อย่างดีเยี่ยม จึงสามารถช่วยปกป้องเซลล์จากสารอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้จากงานวิจัยยังพบว่า สารสกัดชนิดนี้ยังสามารถช่วยชะลอความหดสั้นลงพร้อมเพิ่มความยาวของเทโลเมียร์ได้อีกด้วย ในงานวิจัยแบบ Clinical randomized controlled trial (RCT) ในปี 2019 ก่อนเริ่มวิจัย ทางผู้วิจัยให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 30-65 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชายจำนวน 50 คน เจาะเลือดบนนิ้วมือเพื่อนำเลือดไปตรวจสอบความยาวของเทโลเมียร์ (Average telomere length : ATL) จากนั้นแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่ม A ให้รับประทาน สารสกัด 95 มก. วันละ 1 แคปซูล หลังอาหาร

กลุ่ม B ให้รับประทาน สารสกัด 95 มก. วันละ 2 แคปซูล ช่วงเช้าและเย็น (รวม 190 มก./วัน)

หลังจากนั้น 6 เดือน นำผู้เข้าร่วมทดสอบมาเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบความยาวของเทโลเมียร์ (ATL) อีกครั้ง โดยจากผลการทดลองพบว่า

      • กลุ่ม A: ผู้ที่รับประทาน สารสกัด วันละ 95 มก. พบว่า มีเทโลเมียร์ยาวขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบเป็น TeloYears
        หรืออายุเซลล์ที่ลดลงแล้วพบว่ามีอายุเซลล์ลดลง 7.43 ปี
      • กลุ่ม B: ผู้ที่รับประทาน สารสกัด วันละ 190 มก. พบว่า มีเทโลเมียร์ยาวขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบเป็น TeloYears
        หรืออายุเซลล์ที่ลดลงแล้วพบว่ามีอายุเซลล์ลดลง 8.52 ปี
Telomere Length

หมายเหตุ : TeloYears คือชุดตรวจวัดความยาวของเทโลเมียร์ เพื่อใช้บ่งชี้อายุของเซลล์ตามชีวภาพ (Biological Age) โดยนำมาเทียบกับความยาวของเทโลเมียร์มาตรฐานของคนในวัยและเพศเดียวกัน ซึ่งเมื่อเรารู้ความยาวของเทโลเมียร์แล้วเราก็สามารถนำข้อมูลนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นประโยชน์ในการรู้อายุและความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย และสามารถนำไปเป็นแนวทางวางแผนสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคได้

References :

1. Janet Farrar Worthington. What are Telomeres and how some lifestyle choices destroy them? Smoking and Your Telomeres. The Prostate Cancer Foundation (PCF). January 02, 2019
2. Masood A. Shammas. Telomeres, lifestyle, cancer, and aging. Curr Opin Clin Nutr Metab Care. 2011 Jan; 14(1): 28–34.
3. Lopes AP, Gu J, Lopes IP, Ellis L, Browne C, Lopes JC and Bagatela BS. A randomized-controlled clinical study of Telos95®, a novel antioxidative dietary supplement, on the shortening of telomere length in healthy volunteers. HealthMED, 2019, Vol. 13, No. 1, 38-42 ref. 6

ช่องทางการติดตาม